เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:

Tags:

Administrator
*****

YinYang

22/12/2009 เวลา 21:30 น.
กระทู้: 0
ถูกใจทั้งหมด: 2
     
ชื่อหนังสือ  ขงจื่อ จอมปราชญ์แห่งแผ่นดิน
นวนิยายที่อิงประวัติศาสตร์และคัมภีร์โบราณ
.
ISBN :  9786169021933
ผู้เขียน :  ชุนหลี่
ผู้แปลและเรียบเรียง :  อมร ทองสุก
ขนาดรูปเล่ม :  147 x 210 x 25 มม.
จำนวน :  486 หน้า
ชนิดกระดาษ :  กระดาษถนอมสายตา
สำนักพิมพ์ :  สำนักพิมพ์ชุณหวัตร
เดือน/ปีที่พิมพ์ :  พิมพ์ครั้งที่ 2 / กรกฎาคม 2552
ราคา :  299 บาท

:: เนื้อหาโดยสังเขป
     ขงจื่อ เวลาดุจธารน้ำที่ไหลผ่านทั้งวันแลคืนมิรู้หยุดศิษย์ทั้งหลาย พึงตระหนักว่าชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นพวกเจ้าต้องรู้จักถนอมเวลาศึกษาหาความรู้ให้ได้มากที่สุด ผู้รับราชการ จะต้องจงรักภักดีต่อพระมหากษัตริย์ แลต้องรับผิดชอบต่ออาณาประชาราษฎร์ มีความรักใคร่ต่อมวลประชา ทะนุถนอมเด็กเล็กคนชราทั้งยังต้องรู้จักรับฟังความคิดเห็นของปราชญ์เมธีอย่างกว้างขวาง ยามบิดายังอยู่ พึงสังเกตปณิธานแห่งบิดา หลังจากบิดาได้ถึงแก่อาสัญพึงตั้งใจศึกษาในภาระกิจที่ท่านเคยกระทำมาแต่ก่อน หากสามารถปฏิบัติตามแนวคิดและปฏิปทาอันดีงามของท่านได้โดยตลอดเช่นนี้ก็คือความกตัญญูแล้วแล ในโลกนี้มีอะไรที่เต็มแล้วไม่คว่ำบ้าง? ดังนั้น สิ่งที่ล้ำค่าที่สุดแท้ก็คือคำว่า อ่อนน้อม นั่นเอง คนที่มากล้นด้วยสติปัญญาก็พึงตั้งตนในความโง่เขลาตลอดเวลา คนที่มีคุณงามความดีอันล้นฟ้าก็พึงคำนึงถึงข้อบกพร่องของตนอยู่เสอม คนที่ร่ำรวยด้วยทรัพย์ศฤคารก็พึงสำเหนียบถึงความทุกข์ยากทุกลมหายใจ.......

:: สารบาญ


:: หมายเหตุ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/05/2021 เวลา 20:45 น.
โดย Tik
»

คำนำ สำนักพิมพ์

        นวนิยายเรื่อง  "ขงจื่อจอมปราชญ์แห่งแผ่นดิน"  นี้ เดิมทีเดียวนั้นประพันธ์ขึ้นเป็นภาษาจีนโดยคุณซุนหลี่ ซึ่งต่อมาทางสำนักพิมพ์ชุณหวัตรเห็นว่า บทประพันธ์นี้มีความน่าสนใจหลายประการ จึงมีความตั้งใจว่า ควรที่จะได้รับการแปลและถ่ายทอด โดยยังคงรักษาเนื้อหาและอรรถรสของบทประพันธ์นี้ไว้อย่างสมบูรณ์ตรงตามต้นฉบับให้มากที่สุด หลังจากได้ปรึกษากันแล้วจึงเห็นควรให้คุณอมร ทองสุก ซึ่งเป็นผู้แปลคัมภีร์หลุนอวี่ของขงจื่อไว้ก่อนหน้า ได้รับหน้าที่เป็นผู้แปลและถ่ายทอดวรรณกรรมชิ้นนี้ให้เป็นภาษาไทยที่สละสลวย  นุ่มนวล  ตรงตามยุคสมัย  เพื่อเหมาะแก่การอ่านอย่างสนุกเป็นนวนิยาย ดังที่ท่านผู้อ่านได้ประจักษ์แก่สายตาอยู่ในขณะนี้
        เรื่องราวของมหาปราชญ์ขงจื่อ ผู้เป็นเจ้าลัทธิขงจื่ออันแพร่หลายในหลายส่วนของโลกในขณะนี้ ได้เริ่มจับความดั้งเดิมชีวิตเมื่อแรกอุบัติมาบนโลก การอบรมเลี้ยงดู  ชีวิตในวัยเยาว์  ยามมีครอบครัว  เมื่อเข้ารับราชการ  การตั้งสำนักอบรมศิษย์  อุปสรรคจากเจ้าแคว้นและขุนนางผู้ฉ้อฉล  การปกครองที่ปราศจากหลักนิติธรรม  ตลอดมาจนชีวิตในบั้นปลาย  จวบจนสิริอายุถึงแก่การที่จะลาจากโลกแห่งนี้ไป
        เมื่อท่านไดด้อ่านบทประพันธ์นี้ โดยพิเคราะห์แล้วจะพบว่า แนวความคิดแห่งความไม่หลงใหล  ไม่โลภ  ไม่ยึดติดนั้นมีมานานหลายพันปีแล้ว เช่นเดียวกับความชิงดีชิงเด่น  อบายทั้งระดับสูงและต่ำก็มีขนานกันมาเช่นกัน แต่มนุษย์เราจะเลือกปฏิบัติไปทางด้านใดก็แล้วแต่จริตและวาสนาที่มีมาจะนำพาไป ซึ่งกาลทั้งหมดก็ล้วนเพื่อยกจิตใจความเป็นมนุษย์ให้สูงขึ้นด้วยความมีคุณธรรมและจริยธรรม เมื่อได้ศึกษาในสิ่งที่ท่านถ่ายทอดก็ยิ่งรู้สึกว่า ความรู้ของท่านมีความแยบยลจนยากจะหยั่งถึง รู้สึกเหมือนว่าท่านจะคอยยืนอยู่เบื้องหน้าให้เราไล่ตามอยู่ตลอดเวลา แต่เมื่อครั้งเราวิ่งตามจนสุดกำลังความสามารถแล้ว ท่านกลับไปปรากฏอยู่เบื้องหลังเราโดยที่ไม่รู้ตัว ความที่ท่านให้ความรู้อย่างเป็นขั้นเป็นตอนและยังคอยอบรมสั่งสอนให้สุขุมในครรลองแห่งจริยธรรมอันลึกซึ้ง จะทำให้ผู้อ่านเป็นคนที่รักการเรียนรู้อยู่จนตลอดชีวิต
        เพราะชีวิตคนเรานั้นแสนสั้นนัก เพียงไม่กี่สิบปีต่างก็ต้องลาจากกันไป ดังนั้นจึงควรใช้เวลาที่เปี่ยมด้วยพละกำลัง มุ่งมั่นในการศึกษาวิชา มิใช่ปล่อยเวลาไปเรื่อยเปื่อยอย่างไม่รู้ค่าของเวลา ปัดทิ้งคำเย้ยหยันลบหลู่ของผู้คน  ให้กำลังใจชีวิตด้วยการตั้งมั่นอย่างมีปณิธาน เพื่อความสำเร็จในวันข้างหน้า
        อย่างไรก็ตามนวนิยายที่เกี่ยวกับประวัติศาสตร์นั้น ย่อมต้องมีเนื้อหาบางประการถูกปรับเปลี่ยนไปบ้าง เพื่อให้เกิดอรรถรสของความสนุกตามประสาวรรณกรรม ในฐานะที่เป็นนิยายอิงประวัติศาสตร์ มิใช่ตำราประวัติศาสตร์ ผู้อ่านจึงมิอาจยึดถือเป็นความจริงได้อย่างครบถ้วน แต่ควรมองถึงความสมจริง น่าอ่าน  จึงมิอาจยึดถือเป็นความจริงได้อย่างครบถ้วน แต่ควรมองถึงความสมจริงน่าอ่านในความพยายามที่ผู้เขียนสร้งขึ้นในฐานะเรื่องเล่าเรื่องหนึ่งที่น่าศึกษาติดตามยิ่ง
        ขอขอบคุณ  คุณอมร  ทองสุก  ที่เป็นผู้ถ่ายทอดบทประพันธ์จากภาษาจีนมาให้ผู้อ่านชาวไทยได้รับรู้อรรถรส ด้วยความทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างเต็มที่ และเหนือสิ่งอื่นใดนวนิยายเรื่องนี้จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากพลังศรัทธาที่ผู้เขียนและผู้มีส่วนร่วมในการตรวจทาน  ปรับแต่ง  แก้ไขทุกคน ที่มีต่อท่านขงจื่อผู้เป็นปราชญ์สำคัญอันดับหนึ่งของชาวเอเซียและชาวโลกนี้ด้วย


กิตติพงษ์   พันไชยนวกุล
ในนามสำนักพิมพ์  ชุณหวัตร   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 15:59 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


คำนำ ผู้แปล

ท่ามกลางรัตติกาลแห่งปฐพี
รัศมีแห่งดาวตกสว่างวาบทำลายความมืดมนจนสิ้นไป
ในกลียุคที่จิตใจผู้คนตกต่ำทราม
จริยธรรมมลายหายสิ้น
ศีลธรรมมิอาจเป็นบรรทัดฐานแห่งแผ่นดิน
ที่มหาบุรุษท่านหนึ่งได้อุบัติขึ้นพิทักษ์ถิ่น
นามผู้นั้นคือ
ขงจื่อ จอมปราชญ์แห่งแผ่นดิน


ด้วยความเคารพ
อมร  ทองสุก       
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:00 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


ภูเขาหนีชิวที่งดงาม

        ในสมัยชุนชิว บ้านเมืองถูกปกครองโดยระบอบศักดินา ประเทศจีนจึงถูกแบ่งออกเป็นแว่นแคว้น ให้เหล่าพระประยูรญาติบริหารดูแล แต่ครั้งพระเจ้าจักรพรรดิแห่งราชวงศ์โจว เริ่มเสื่อมอำนาจลง บรรดาเจ้าเมืองจึงเกิดการพิพาทจนกลายเป็นสงครามอยู่มิขาด  สารทฤดู ๕๖๓  ปีก่อนคริสตศักราช "หลู่เซียงกง " ทรงมีพระบัญชาแต่งตั้งให้ "เมิ่งซุนเมี่ย"  เป็นแม่ทัพนำกองรถศึกจำนวน ๓๐๐ คัน บุกโจมตีเมืองปีหยาง รถศึกขับเคลื่อนด้วยความรวดเร็วบนหนทางอันทุรกันดาร เสียงเกือกม้าและล้อบดกระแทกแผ่นดินจนกึกก้องกัมปนาท ธงชัยโบกสะบัดพัดพลิ้วอย่างน่าเกรงขาม โดยเฉพาะคือธงตราสัญลักษณ์อักษร หลู่ ตัวใหญ่ที่ปักตระหง่านอยู่บนรถแม่ทัพ

        ครั้นขบวนรถทั้ง ๓๐๐ คัน ได้เคลื่อนมาถึงนอกกำแพงเมือง ได้เห็นประตูเมืองเปิดอ้าราวกับกำลังคอยใครอยู่ หากแต่ภายในเมืองกลับดูวังเวงเปลี่ยนร้างผู้คนอย่างน่าสยอง ทั้งหมดจึงจัดทัพในลักษณะพร้อมรบ เวลานั้น "แม่ทัพเมิ่งซุนเมี่ย"  ลุกขึ้นยืนบนรถศึกอย่างองอาจ หนวดเคราของแม่ทัพปลิวพลิ้วตามสายลมดูสง่า เขาลูบหนวดอันเรียวยาวพลางประเมินสถานการณ์อย่างใช้ความคิด สถานการณ์เช่นนี้ได้ทำให้แม่ทัพเมิ่งผู้ชาญศึกถึงกับตัดสินใจอะไรไม่ถูก   ขณะนั้นขวัญทหารกำลังฮึกเหิม เหล่าทแกล้วต่างส่งเสียงพร้อมบุกจนเอ็ดอึง เสียงทหารหาญที่รุกเร้าได้ทำให้แม่ทัพเมิ่งยิ่งไม่กล้าตัดสินใจ เวลาที่ผ่านไปจึงประหนึ่งกองศึกที่กำลังเร้ารัวอย่างคึกคะนอง หลังจากแม่ทัพเมิ่งได้ตรึกตรองอย่างดีแล้ว ได้ชักดาบอาญาสิทธิ์ขึ้นชูผงาดและแผดคำสั้งว่า "พวกเราบุก" รถศึกจำนวน ๒๐ คัน ได้บุกทะยานไปข้างหน้า ส่วนพลทหารที่เต็มไปด้วยขวัญกำลังใจต่างถือดาบและโล่ส่งเสียงข่มขวัญศัตรูวิ่งตามหลังรถศึกอย่างเป็นขบวน  หลังจากรถศึกได้บุกเข้าเมืองไปในเมืองได้ ๘ คัน ประตูเมืองบานเขื่องก็ไหลเลื่อนลงมาเสียงดังสนั่น ประจวบกับรถคันที่ ๙ แล่นมาถึงพอดี ขุนศึกนายหนึ่งพุ่งลงจากรถและตั้งแขนชูรับบานประตูไว้อย่างรวดเร็ว

        "ในเมืองมีกับดัก ทุกคนรีบหนีเร็ว"  ชายผู้นั้นแผดเสียงเตือนเพื่อนดังกังวาน เหล่าพลทหารและรถศึกต่างรีบหนีออกจากเมืองอย่างไม่คิดชีวิต เสียงประตูบานใหญ่ร่วงหล่นสู่พื้นดังกัมปนาท ฝุ่นคลีฟุ้งตลบกลบทั่วบริเวณ ทุกคนต่างจดจ้องไปที่บานประตูด้วยความห่วงใย ที่แท้ผู้กล้าหาญที่แบกรับบานประตูนั้นก็คือ "สูเหลียงเฮ่อ" นั่นเอง  แม่ทัพเมิ่ง รีบออกคำสั่งว่า "กองหลังระวังหน้า ที่เหลือรีบถอยกลับค่าย" ยังไม่ทันที่เหล่าทหารจะถอยกลับ เสียงถ่ายทอดคำสั่งให้ยิงธนูก้ดังจากกำแพงเมือง ลูกธนูห่าใหญ่พุ่งออกจากกำแพงเมืองดังสายฝน เหล่าทหารถูกพุ่งแทงล้มตายเป็นจำนวนมาก แม่ทัพเมิ่งมิอาจทำอะไรได้มากกว่านี้ จึงได้แต่ดูเหล่าทหารถูกยิงตายไปทีละคนสองคน
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:00 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


ภูเขาหนีชิวที่งดงาม 1

        หลังจากล่าถอยได้พักใหญ่  แม่ทัพเมิ่งสั่งรี้พลหยุดพักผ่อน ขณะนั้นทุกคนต่างกระโดดลงจากรถศึกมาโอบกอด "สูเหลียงเฮ่อ"  ด้วยความยกย่องภาพอันกล้าหาญอย่างไม่คิดชีวิตยังคงเป็นที่ประทับใจของหมู่ทหาร โดยเฉพาะคือ เหล่าทหารที่ถูกสูเหลียงเฮ่อช่วยออกมาจากกำแพงเมือง ก็ยิ่งแสดงความปลาบปลื้มและแบกสูเหลียงเฮ่อขึ้นโห่ร้องไชโยจนกึกก้องไปทั่ว  เวลานั้น แม่ทัพเมิ่ง ก้าวลงจากรถม้า ได้ตบที่หัวไหล่สูเหลีบงเฮ่อและกล่าวยกย่องด้วยน้ำเสียงอันแหบแห้งว่า "ดีมาก ! ท่านผู้กล้า ครั้งนี้ท่านได้สร้างคุณงามความดีอันใหญ่หลวงให้แก่เมืองหลู่ หากไม่มีท่านครั้งนี้เราต้องตกเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำเป็นแน่ หลังจากข้ากลับเข้าเมือง ข้าจะกราบทูลฝ่าบาทให้ทรงปูนบำเหน็จแก่ท่านแน่นอน "  สูเหลียงเฮ่อ ได้สร้างผลงานอันยิ่งใหญ่ให้แก่เมืองหลู่  ภายในใจจึงรู้สึกปิติ ยินดียิ่ง ดังนั้น ครั้งกลับถึงเมืองหลู่ ก็รีบกลับบ้านในทันที  "แต่ อนิจจา ... "  ใบหน้าของสูเหลียงเฮ่อพลันสลดหม่นหมองเมื่อได้ยินหญิงงามทรามวัย ๙ คนออกมายืนเรียงต้อนรับ  "ท่านพ่อ ท่านพ่อ กลับมาแล้ว"  เสียงอ่อนหวานต้อนรับอย่างอบอุ่น

๑.  กษัตริย์เฉิงทัง  (๑๘๙๒ - ๑๘๙๓  ปีก่อนคริสตศักราช)  เป็นกษัตริย์พระองค์แรกที่ทรงนำพาประชาชนทำการปฏิวัติ โดยทรงโค่นล้มพระเจ้าเจี๋ย แห่งราชวงศ์เซี่ย

๒.  พระเจ้าโจวอู่หวัง ( ๑๑๕๘ - ๑๑๐๕  ปีก่อนคริสตศักราช)  เป็นพระโอรสองค์ที่สองในพระเจ้าโจวเหวินหวัง พระองค์ได้โค่นพระเจ้าซังโจ้วหวังและสถาปนาราชวงศ์โจวขึ้น

๓.  ซังโจ้วหวัง เป็นกษัตริย์องค์สุดท้ายแห่งราชวงศ์ซัง ซึ่งมีพระทัยโหดร้าย พระองค์ทรงสร้างสระสุราขนาดใหญ่ นำเนื้อมาแขวนตากดุจป่าไพร เคยทรงฆ่าขุนนางตงฉินด้วยวิธีการอันเหี้ยมโหด เช่น ร่างของกุ่ยโหวถูกนำมาทำเป็นเนื้อตากแห้ง ร่างของเอ้อโหวถูกนำไปสับเป็นเนื้อสับ พระปิตุลาปี่กันถูกควักหัวใจเป็นต้น  ผู้คนต่างมีความเกลียดชังซังโจ้วหวัง จนแม้อักษรโจ้วที่เป็นพระนามของพระองค์ก็ไม่มีใครเคยนำมาใช้เป็นชื่ออีกเลยตราบจนปัจจุบัน

๔.  โจงกง  มีพระนามว่า ตั้น  มีพระสกุลว่า จี  ทรงเป็นราชโอรสองค์ที่สี่ของพระเจ้าโจวเหวินหวัง และทรงเป็นพระอนุชาองค์เล็กของโจวอู่หวัง ทรงเป็นปฐมบรรพบุรุษแห่งแคว้นหลู่  หลังจากพระเจ้าโจวอู่หวังสิ้นพระชนม์ เนื่องจากกษัตริย์องค์ใหม่ยังทรงพระเยาว์ โจวกงจึงทรงสำเร็จราชการแทน และเนื่องด้วยบ้านเมืองขณะนั้นตกอยู่ในภาวะชุลมุลวุ่นวาย โจวกงจึงทรงทำการปราบปรามรักษาความสงบจนราชวงศ์โจวสามารถขยายขอบขัณฑสีมาและรวมแผ่นดินจีนจนเป็นปึกแผ่น จากนั้น พระองค์ทรงดำเนินระบอบศักดินา ทรงกำหนดตัวบทกฏหมาย และทรงรังสรรค์จริยธรรมและการดนตรี นับแต่นั้นก็ทำให้บ้านเมืองพรักพร้อมด้วยอารยธรรมอันบรรเจิด  โจวกงจึงนับเป็นพระอริยเจ้าในสมัยโบราณ และเป็นบุคคลที่ขงจื่อให้ความเคารพเทิดทูนมากที่สุด

        บุตรสาวทั้ง ๙ เป็นเหมือนเช่นตราบาปที่คอยหลอกหลอนสูเหลียงเฮ่อให้ต้องฝันร้ายอยู่ตลอดเวลา เขารู้สึกละอายต่อบรรพบุรุษที่มิอาจให้กำเนิดบุตรชายไว้สืบสกุล แม้ความจริงเขาจะรักบุตรสาวทั้ง ๙ นี้มากเพียงใด แต่หากไม่มีบุตรชายไว้สืบสกุล เขาก็มิอาจมีหน้าไปพบบรรพบุรุษที่สัมปรายภพได้ บรรพบุรุษสูเหลียงเฮ่อเป็นทายาทในกษัตริย์เฉิงทัง (๑)  แห่งราชวงศ์ชัง ในอดีต  หลังจากพระเจ้าโจวอู่หวัง (๒) ได้ทรงปราบทรราชซังโจ้วหวัง (๓) ได้สำเร็จ พระเจ้าโจวอู่หวังได้ทรงเมตตาโปรดเกล้าให้อู่เกิง-ึ่งเป็นราชบุตรของชังโจ้วหวังได้กินเมืองที่เฉาเกอ หลังจากพระเจ้าโจวอู่หวังเสด็จสววรคตแล้ว พระองค์ได้ทรงแต่งตั้งราชบุตรจี้ทงที่ยังทรงพระเยาว์ให้ขึ้นสืบสันตติวงศ์ต่อจากพระองค์โดยให้พระปิตุลา คือโจวกง (๔)  สำเร็จราชการแผ่นดินแทน แต่คาดไม่ถึงว่า "อู่เกิง"จะคิดคตก่อการกบฏ  ดังนั้น โจวกงจึงทรงกรีธาทัพจากเมืองหลวงมุ่งไปทางทีศตะวันออกเพื่อปราบอู่เกิงที่เฉาเกอ การปราบกบฏได้เสร็จสิ้นด้วยเวลาอันรวดเร็ว หลังทรงยุติขบวนการกบฏได้สำเร็จ โจวกงได้ทรงแต่งตั้งพระเชษฐาของซังโจ้วหวังือ "เหวินจื๋อฉี่ดำรงตำแหน่งทายาทของเฉิงทัง และเปลี่ยนชื่อรัฐให้ใหม่ว่า "ซ่ง"  เหวินเจื๋อฉี่ ให้กำเนิดทายาทเรื่อยมาจนถึง "ข่งฟู่เจีย"  ซึ่งเป็นทายาทรุ่นที่ ๕  ในตอนนั้น สายทายาทได้แตกแขนงออกไปจนนับไม่ถ้วน ลูกหลานของข่งฟู่เจียจึงได้เปลี่ยนสกุลเป็น "ข่ง" นับแต่นั้นมา
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:01 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


ภูเขาหนีชิวที่งดงาม 2

        ข่งฟู่เจีย มีบุตรชื่อว่า มู่จินฟู่ เนื่องจากขุนนางในรัฐซ่งได้ก่อการกบฏ  เจ้าเมืองซ่ง และ ข่งฟู่เจีย จึงถูกปลงพระชนม์ในครั้งนั้น มู่จินฟู่ จึงต้องอพยบลูกหลานไปยังเมืองหลู่ จึงทำให้ลูกหลานได้พำนักอยู่ที่เมืองฉวี่ฮู่แห้งแคว้นหลู่ สืบมาตราบจนปัจจุบัน  ฉวี่ฮู่ เป็นเมืองหลวงของรัฐหลู่ มีภูมิประเทศตั้งอยู่บนเนินที่คดเคี้ยว มีระยะทางที่ไกลจากราชธานีออกไปประมาณ ๑๐ กว่าลี้ 

        รัฐหลู่ จำเดิมเป็นดินแดนของพระเจ้าโจวอู่หวัง  แต่พระเจ้าโจวอู่หวังได้พระราชทานให้แก่พระอนุชา คือโจวกง  และด้วยเหตุที่โจวกงต้องทรงช่วยบริหารราชการแผ่นดิน โจวกงจึงทรงแต่งตั้งให้พระโอรสองค์โตนามว่า "ป๋อฉิน"  ไปกินเมืองที่แคว้นหลู่  โดยกำหนดให้เมืองฉวี่ฮู่เป็นเมืองหลวง และเชื้อสายของป๋อฉินก็เสวยราชสมบัติที่แคว้นหลู่นับแต่นั้นสืบมา  หลังจากมู่จินฟู่ได้ย้ายมาอยู่ที่แคว้นหลู่ ได้ตั้งรกรากถิ่นฐานอยู่ในตรอกเฉวียนหลี่ที่เมืองฉวี่ฮู่  มู่จินฟู่ มีบุตรชื่อว่า "เก่าอี๋ฟู่"   เก่าอี๋ฟู่มีบุตรชื่อว่า "ฝางสู"  ฝางสูมีบุตรชื่อว่า "ป๋อเซี่ย"  ป๋อเซี่ยมีบุตรชื่อว่า "สูเหลียงเฮ่อ" หรือ เหลียงสูเฮ่อก็มีคนเรียกในขณะเดียวกัน

        ย้อนเอ่ยถึง สูเหลียงเฮ่อ หลังจากที่ได้กลับถึงบ้านแล้ว ผู้เป็นภรรยานามว่า ซือซื่อ ก็ออกมาต้อนรับ นางช่วยถอดชุดนักรบและผลัดเป็นชุดลำลองให้สบายตัว หลังจากชำระฝุ่นไคลให้เรียบร้อยแล้ว กับข้าวที่หอมกรุ่นก็ได้ตระเตรียมขึ้นโต๊ะเสร็จพอดี แต่ครั้นสูเหลียงเฮ่อนั่งลงบนเก้าอี้ จิตใจก็อดห่อเหี่ยวเสียมิได้เมื่อได้เห็นลูกสาวทั้ง ๙ ยืนเรียงรายคอยปรนนิบัติอยู่  ในคืนนั้นมาตรว่าสูเหลียงเฮ่อจะอ่อนล้าจากการทำศึก แต่กลับต้องนอนพลิกตัวไปมาโดยหาได้ข่มตาหลับลงไม่ เพราะใจในของเขาโหยหาแต่บุตรชายทีท่ทั้งฉลาดและแข็งแรงไว้เป็นทายาทสืบสกุลเหลือเกิน  ในเช้าวันที่สองครั้นเจ้าแคว้นหลู่เสด็จออก ขุนนาง เมิ่งชุนเมี่ย ได้กราบบังคมว่า  "ขอเดชะ ตามที่กระหม่อมได้สนองพระบัญชาไปปราบเมืองปี่หยาง เมื่อกระหม่อมนำทหารบุกไปถึง ตอนนั้นฝ่ายทหารของเรากำลังฮึกเหิมจนมิอาจมีใครหาญเทียม แต่คิดไม่ถึงว่าฝ่ายข้าศึกจะวางกลเปิดประตูเมืองไว้ โชคดีที่สูเหลียงเฮ่อเข้าแบกทานประตูเมืองไว้ทัน จึงทำให้เหล่าทหารที่หลงกลทั้งหมดรอดพ้นปลอดภัยได้ กระหม่อมไร้ความสามารถ จึงขอให้ฝ่าบาททรงประทานบำเหน็จรางวัลแก่สูเหลียงเฮ่อในฐานะที่ได้สร้างวีรกรรมอันยิ่งใหญ่ในครั้งนี้ด้วยพ่ะย่ะค่ะ "  ครั้นหลู่เซียงกงได้ทรงสดับรายงานจบ แทนที่พระองค์จะพิโรธ บนพระพักตร์กลับฉายแววพอพระทัยและรับสั่งถามอย่างร้อนรนว่า "ที่ท่านได้กล่าวถึงนี้ฤาจะเป็นทายาทของ พระมหาราชัน เฉิงทัง ?."  เมิ่งชุนเมี่ยกราบทูลว่า "ถูกแล้วพ่ะย่ะค่ะ"  หลู่เซียงกงทรงสราญฤทัยและตรัสว่า "ช่างดียิ่งนัก  เรามีเจตนาเช่นนี้มานานแล้ว ตามความเห็นของท่านแม่ทัพ คิดว่าควรปูนบำเน็จในตำแหน่งใดดี ?."  เมิ่งชุนเมี่ยได้กราบทูลตามที่ได้คิดไว้ล่วงหน้ามาก่อนว่า  "ขอเดชะ !  กระหม่อมมีความเห็นว่า ควรแต่งตั้งให้เป็นนายอำเภอที่อำเภอโจวพ่ะย่ะค่ะ"  หลู่เซียงกงทรงกวาดพระเนตรไปที่เหล่าขุนนางผู้ใหญ่ทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ ตรัสถามว่า "ท่านทั้งหลายต่างเห็นกันเช่นไร ?." ขุนนางทั้งฝ่ายบู๊และบุ๋นต่างกราบทูลเป็นเสียงเดียวกันว่า "พระองค์ทรงพระปรีชาและวพ่ะย่ะค่ะ"  หลู่เซียงกงจึงรับสั่งให้นำราชสาส์นเชิญสูเหลียงเฮ่อเข้าเฝ้าโดยด่วน

        เนื่องจากตรอกเฉวียหลี่ห่างจากวังหลวงเพียง ๒ ลี้เศษ สูเหลียงเฮ่อจึงเดินทางถึงหน้าพระราชวังในเวลาไม่นานนัก หลังจากมหาดเล็กได้นำความขึ้นกราบทูลให้ทรงทราบแล้ว หลู่เซียงกงจึงรับสั่งให้รีบเบิกตัวสูเหลียงเฮ่อเข้าเฝ้าในทันที  สูเหลียงเฮ่อได้เตรียมใจไว้อย่างดีแล้ว ดังนั้นจึงไม่เกิดอาการประหม่าแต่อย่างใด ครั้นเดินถึงหน้าพระราชวัง สูเหลียงเฮ่อได้จัดแต่งอาภรณ์และตบไล่ฝุ่นผงที่เกาะติดมาจากการเดินทาง ได้สืบเท้าก้าวตามมหาดเล็กกระทั่งถึงท้องพระโรง ท่ามกลางธารกำนัลทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ที่ยืนเรียงรายทั้งสองฝั่ง สูเหลียงเฮ่อรีบสบัดแขนเสื้อ พร้อมคุดเข่าตามพระราชพิธีการเข้าเฝ้า และกราบบังคมทูลว่า "กระหม่อม สูเหลียงเฮ่อ ขอถวายบังคมฝ่าบาท"  หลู่เซียงกงทรงลุกขึ้นจากบัลลังก์ ทรงพิจารณาสูเหลียงเฮ่ออย่างพินิจและโบกพระหัตถ์ตรัสว่า "ตามสบายเถอะ"   "ขอบพระทัยฝ่าบาท" สูเหลียงเฮ่อรีบลุกขึ้น และก้าวถอยไปยังท้ายสุดของขบวนฝ่ายบู๊     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:01 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


ภูเขาหนีชิวที่งดงาม 3

        หลู่เซียงกงตรัสว่า "ข้าได้ตระหนักดีว่าเจ้ามีคุณงามความดีต่อรัฐหลู่ ทั้งยังเป็นเชื้อพระวงศ์อีกประการหนึ่ง  ข้าจึงขอมอบเงินให้ท่านสองพันตำลึงและขอแต่งตั้งให้ท่านเป็นนายอำเภอแห่งอำเภอโจว"  สูเหลียงเห่อรีบเข้าออกมากลางท้องพระโรงและคุกเข่าลงกราบบังคมทูลว่า "ขอบพระทัยฝ่าบาท"  หลู่เซียงกงตรัสว่า "ตามสบายเถอะ"  นายทหารได้ก้าวถอยกลับสู่ขบวนขุนนางตามเดิม  สูเหลียงเฮ่อได้กลับถึงบ้านด้วยเกียรติยศถาคภูมิอย่างมิอาจสรรหาสิ่งใดมาบรรยาย  เวลานั้น คณะขุนนางทั้งฝ่ายบุ๋นและบู๊ได้ทยอยมาแสดงความยินดีกันอย่างคับคั่ง  จนทำให้สองสามีภรรยาต้องสาละวนต้อนรับอยู่มิขาด จวบจนพลบค่ำ แขกเหรือจึงค่อยบางตาลง  ขณะที่ทั้งสองพอมีโอกาสได้นั่งพักผ่อนลงบ้างนั้น  เมิ่งซุนเมี่ยได้เดินทางมาถึงพอดี  สูเหลียงเฮ่อรีบนำภรรยาพร้อมด้วยธิดาทั้งหลายออกต้อนรับ หลังจากทั้งสองได้นั่งลงตามธรรมเนียมและสนทนาปราศัยกันพอควรแล้ว เมิ่งซุนเมี่ยได้กวาดสายตาไปมา ซือซื่อ เข้าใจความหมายดี จึงได้นำธิดาทั้งหมดออกไป และปล่อยให้ผู้ชายทั้งสองได้พูดคัยกันตามลำพัง

        เมิ่งซุนเมี่ย เปิดอกพูดตรงไปตรงมาว่า  "บัดนี้ท่านใต้เท้าก็นับว่ามียศฐาบรรดาศักดิ์แล้ว แต่เท่าที่ข้าสังเกตุดู คิดว่าท่านคงจะมีเรืองกลุ้มใจอยู่กระมัง ?."  คำกล่าวของเมิ่งซุนเมี่ย เป็นดั่งสายฟ้าที่ฟาดตรงกลางใจของผู้หาญศึก  สูเหลียงเฮ่อจ้องมองไปที่ใบหน้าของนายเก่า ด้วยอาการพิศวง  ได้กล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่แหบสะอื้นว่า "ท่านแม่ทัพช่างปราดเปรื่องดั่งเทพเจ้าเสียนี่กระไร !  ผู้ให้กำเนิดข้าคือบุพการี แต่ผู้ที่รู้ใจข้าคงมีแต่ท่านแม่ทัพกระมัง !"  เมิ่งซุนเมี่ยกล่าวว่า "ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ไฉนท่านจึงไม่ให้แม่สื่อช่วยหาหญิงงามอีกสักคนเล่า ?."  สูเหลียงเฮ่อตอบว่า "ข้าได้อยู่ร่วมทุกข์ร่วมสุขกับภรรยาข้ามาช้านานมาตรว่าจะยังมิได้มีบุตรชายไว้เชยชมก็จริง  แต่ซือซื่อก็นับว่ามีมีพระคุณต่อข้าอย่างใหญ่หลวงยิ่ง หากจะให้มีใหม่ ... เกรงว่า ..."  "เช่นนี้จะเป็นไรไป" ที่แท้ก็เสียงซือซื่อที่บุกเข้ามาตัดบท  "เรื่องนี้ต้องขอรบกวนท่านแม่ทัพเมิ่งช่วยจัดการให้ด้วย ขอเพียงแต่นางผู้นั้นสามารถให้กำเนิดทายาทแก่สกุลข่ง  ข้าก็จะขอปฏิบัตินางให้เหมือนดั่งน้องร่วมสายเลือดโดยแท้"   เมิ่งซุนเมี่ย กล่าวด้วยความชื่นชมว่า "ท่านฮูหยินสามารถเข้าใจเช่นนี้ได้ ช่างหาได้ยากยิ่งนัก  หากเป็นเช่นนี้ ข้าจะจัดการหาแม่สื่อให้" 

        หลังจากนั้นไม่นาน แม่สื่อได้แนะนำสตรีให้แก่สูเหลียงเฮ่อนางหนึ่ง สูเหลียงเฮ่อเห็นแล้วรู้สึกพึงพอใจ จึงตกลงรับไว้เป็นภรรยารอง  นางผู้นี้เป็นสตรีที่มีอัธยาศัยที่สามารถเข้ากับซือซื่อและลูก ๆ ทุกคนได้เป็นอย่างดี จึงทำให้ทั้งครอบครัวมีแต่ความสุขสำราญนับแต่นั้นเป็นต้นมา  ภายหลังสูเหลียงเฮ่อได้ย้ายครอบครัวไปตั้งถิ่นฐานที่อำเภอโจว เพื่อรับตำแหน่งนายอำเภอตามพระราชโองการแต่งตั้ง

        เมื่อ ๕๕๗  ปีก่อนคริสตศักราช อันเป็นปีที่ภรรยารองของสูเหลียงเฮ่อครบกำหนดคลอดพอดี  ทุกคนในครอบครัวจึงต่างตั้งตารอคอยด้วยความดีใจ "อุแว้ ...อุแว้"  "ยินดีท่านใต้เท้า ท่านได้ลูกชายแล้วค่ะ"  "ลูกชาย"  สูเหลียงเฮ่อรู้สึกตื่นเต้นอย่างบอกไมู่ถูก แต่เพียงสูเหลียงเฮ่ออุ้มลูกชายมาเชยชม ความดีใจกลับต้องกลายเป็นความผิดหวังในชั่วเวลาไม่นาน เขารู้สึกทำใจไม่ถูก ด้วยไม่ทราบว่าควรที่จะดีใจหรือเสียใจกับช่วงเวลาพิเศษเช่นนี้ดี เพราะบุตรชายที่ตนรอคอยมานานกลับต้องเป็นเด็กพิการนั่นเอง

        สูเหลียงเฮ่อได้ใช้เวลาอยู่นานกับการตั้งชื่อให้กับบุตรชาย และในที่สุดก็ได้ตั้งชืออันแสนประหลาดให้แก่ลูกของตนว่า  "เมิ่งผี"  ฉายา "ป๋อหนี"  โดยทั้งคำว่า เมิ่ง และป๋อ ต่างมีความหมายว่า "บุตรคนโต"  แต่สำหรับคำว่า "ผี "นี้  จะมีความหมายว่า "เป๋" อันชื่อที่ได้ตั้งให้แก่ "เมิ่งผี"  ก็เพียงพอที่จะเห็นความรู้สึกที่แสนระกำใจของสูเหลียงเฮ่อได้เป็นอย่างดี และนับแต่นั้นเป็นต้นมา ภรรยารองของสูเหลียงเฮ่อก็ไม่ได้ตั้งท้องอีกเลย  สูเหลียงเฮ่อจึงต้องไปหารือกับเมิ่งซุนเมี่ยอีกครั้ง  ซึ่งครั้งนี้ก็ได้สร้างความลำบากใจให้แก่แม่ทัพเป็นอย่างมาก ได้กล่วว่า "หากท่านต้องแต่งงานใหม่ ท่านก็คงปฏิบัติตามจารีตโบราณคือต้องเลิกกับฮุหยินซือเสียแล้วล่ะ" 

        ซือซื่อเป็นสตรีผู้อารี เพื่อให้สามีได้มีบุตรชายได้สมความปรารถนาแล้ว ซือซื่อจึงสมัครใจจากไปด้วยความระทมทุกข์  เมิ่งซุนเมี่ย ได้ช่วยสืบเสาะอยู่พักหนึ่ง ทราบว่าที่เมืองฉวี่ฮู่  บ้านของสกุลเหยียน  มีบุตรตรีผู้เลอโฉมที่ยังครองโสดอยู่ถึงสามคน โดยทั้งสามต่างเพรียบพร้อมด้วยความสามารถอันครบด้าน จึงได้ฝากแม่สื่อช่วยแม่สื่อกลางให้  บ้านสกุลเหยียน เป็นคฤหาสน์หลังใหญ่ มีประตูสีแดงสดบานใหญ่ปิดป้องไว้อย่างมิดชิด แม่สื่อได้ก้าวขึ้นบันไดและเคาะประตูด้วยห่วงเหล็กหัวสิงโต 

        ขณะนั้น เหยียนเซียงกำลังอ่านสมุดไผ่ (ยุคสมัยซุนชิวยังไม่มีกระดาษใช้ ดังนั้นการบันทึกข้อความจึงเป็นการสลักบนไม้ไผ่ที่ถูกร้อยเข้ากันเป็นขด ดังนั้นจึงเรียกว่าสมุดไผ่)  อยู่ในห้องสมุด ครั้นได้ยินเสียงเคาะประตูบ้าน จึงพักหนังสือไว้และออกไปเปิดประตูต้อนรับแแขก  หลังจากแม่สื่อเข้าไปในห้องโถง ได้เปิดอกพูดถึงจุดประสงค์ของการมาในครั้งนี้อย่างตรงไปตรงมา   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:02 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


ภูเขาหนีชิวที่งดงาม 4

        เหยียนเซียงกล่าวว่า  "ข้าทราบเรื่องของสูเหลียงเฮ่อดี เพียงแต่สูเหลียงเฮ่อมีอายุมากกว่าลูกข้าตั้งมากมาย สำหรับเรื่องนี้ ข้าคงต้องถามความเห็นของลูก ๆ เสียก่อน ท่านโปรดรอสักครู่"  แม่สื่อโค้งกายเล็กน้อยและกล่าวว่า "ความเห็นของท่านชอบยิ่งแล้ว"  เหยียนเซียงจึงรีบเดินไปหลังบ้าน เห็นลูกสาวทั้งสามกำลังฝึกเซียนพู่กันจีนอยู่ จึงยังให้รู้สึกชื่นใจยิ่งนัก ครั้นลูกสาวทั้งสามได้เห็นผู้เป็นบิดามาถึง ต่างรีบลุกขึ้นกล่าวทักทายบิดาอย่างนอบน้อม สตรีทั้งสามล้วนเป็นสาวงามทรามวัยที่มีความสุภาพเรียบร้อย มาตรว่าจะแต่งกายด้วยเสื้อผ้าแบบเรียบง่าย แต่ก็นับว่าเป็นหญิงงามที่หาได้ยากยิ่ง เหยียนเซียงกล่าวขึ้นอย่างตะขิดตะขวงว่า "ตอนนี้มีแม่สื่อของสูเหลียงเฮ่อมาขอลูกแต่งงาน"  ครั้นกล่าวจบก็นั่งสังเกตสีหน้าของลูกสาวทั้งสามอย่างสงบ มือพลางลูบเครายาวว่า "เขาคือทายาทของ อริยกษัตริย์เฉิงทัง อีกทั้งเป็นวีรชนผู้ลือลั่นในขณะนี้ หากได้เป็นทองแผ่นเดียวกันกับตระกูลเรา ก็ยังถือว่าเหมาะสมกันอยู่เพียงแต่ ... อายุเขาได้ย่างเข้า 51 ปีแล้ว ถือว่ามีอายุมากกว่าลูก ๆ ตั้งเท่าตัว ที่พ่อพูดเช่นนี้ มิทราบว่าลูกทั้งสามเห็นเช่นไร ?."  หญิงสาวทั้งสามต่างนิ่งเงียบไปพักใหญ่ ลูกคนโตและคนรองต่างก้มศรีษะโดยมิกล้าเอ่ยคำใด ๆ ส่วนลูกคนเล็กที่ชื่อว่า  "เหยียนเจิงจ้าย"  ได้แสดงกิริยาขวยอายหลบอยู่หลังพี่รอง และพูดด้วยอาการเคอะเขินว่า "ตามจารีตโบราณ ผู้เป็นบุตรก็ต้องเชื่อฟังโอวาทของบิดาเป็นธรรมดา ฉะนั้นเรื่องการแต่งงานก็ให้ท่านพ่อเป็นผู้ตัดสินใจเถอะ ไฉนท่านพ่อจึงมาถามพวกเราด้วย ?."  เหยียนเซียงเข้าใจดีว่านี่คือคำตอบรับของบุตตรี จึงรีบออกไปบอกรับแม่สื่อทันที

        หลังจากแม่สื่อได้รายงานให้สูเหลียงเฮ่อทราบ สูเหลียงเฮ่อได้จัดของกำนัลฝากแม่สื่อไปสู่ขอ พร้อมกับปรึกษาเลือกลัคนาวิวาห์ฤกษ์ด้วยเหยียนเซียง หลังเสร็จสิ้นงานวิวาห์  "เหยียนเจิงจ้าย "  ได้ย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านของสกุล  "ข่ง"  ครั้นได้เห็น "เมิ่งผี" ก็เกิดความเห็นใจดังนั้นจึงให้ความเอ็นดูเมิ่งผีดุจดั่งสายเลือดของตนอย่างมิลำเอียง ซึ่งก็ได้เป็นกำลังใจให้แก่เมิ่งผีได้เป็นอย่างดี   สูเหลียงเฮ่อ ได้อยู่กินกับ เหยียนเจิงจ้าย เป็นเวลาสองปีแต่ก็ยังหาได้มีบุตรไม่ จึงทำให้สองสามีภรรยากลัดกลุ้มใจยิ่งนัก วันหนึ่ง เจิงจ้าย ได้กล่าวกับสูเหลียงเฮ่อว่า "ถึงแม้ข้าจะยังอายุน้อย แต่อายุของท่านพี่ก็ตั้งห้าสิบกว่าแล้ว หากเป็นเช่นนี้ต่อไปก็คงไม่ดีเป็นแน่ ข้าเคยได้ยินว่าเทพารักษ์ที่ภูเขาหนีซิวศักดิ์สิทธิ์ยิ่งนัก เราน่าจะลองไปกราบขอบุตรจากท่านดูนะ ! "  สูเหลียงเฮ่อเห็นด้วย ทั้งสองจึงได้ตระเตรียมเครื่องบูชาให้พร้อมสำหรับการเดินทางในวันรุ่งขึ้น

        ครั้นอุษาทอสีทอง สองสามีภรรยาได้นั่งรถม้ามุ่งตรงไปยังภูเขาหนีซิวท่ามกลางบรรยายกาศอบอุ่นแห่งวสันตสมัยเมื่อ ๕๕๒  ปีก่อนคริสตศักราชเวลานั้นถ้วนบริเวณล้วนสะพรั่งด้วยดอกท้อสีแดงสด ใบหลิวพลิ้วสยายตามสายลม  เสียงวิหกเจื้อยแจ้วประสานเป็นบทเพลงแห่งสวรรค์ มนตราแห่งธรรมชาติ เหล่านี้ได้ตรึงใจเจิงจ้ายจนอดที่จะตื่นตะลึงกับความตระการตาที่ธรรมชาติได้มอบให้เสียมิได้  ในตอนนั้น รถม้าได้เคลื่อนอ้อมท้องนาเขียวขจี และลัดเลาะไปตามตลิ่งของแม่น้ำอี๋ที่ไหลทวนมาผผิวน้ำได้กระทบกับแสงทองยามอรุณทำให้สามารถเห็นภูเขาซังผิงทางทิศใต้กับภูเขาหนีซิวทางทิศเหนือที่ตั้งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำอี๋อย่างเลือนลาง ภาพวาดด้วยฝีมือธรรมชาติผืนใหญ่นี้ ได้สร้างความรื่นรมย์ใจให้แก่ทั้งสองตลอดการเดินทาง 

        ภูเขาซังผิงจะทอดยาวจากทิศตะวันออกไปสู่ทิศตะวันตก ส่วนภูเขาหนีซิวจะทอดยาวจากทิศเหนือไปทิศใต้ จึงทำให้ภูเขาทั้งสองลูกนี้มาบรรจบกันเป็นประตูน้ำ จึงได้กลายเป็นหนองน้ำเล็ก ๆ ที่ใสเย็นดั่งแผ่นกระจกใหญ่ที่วางราบอยู่ระหว่างภูเขาทั้งสอง นกกระเรียนสีเทาและนกเป็ดน้ำนานาชนิดต่างบินประปรายหาจับปูปลาบนผิวหน้า นกบางตัวจะคาบปูปลาในจะงอยปากและบินผงาดไปกลางเวหา ภาพต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนประทับตาเจิงจ้ายจนทำให้อดคิดเสียมิได้ว่า  "นกเหล่านี้คงจะคาบอาหารไปเลี้ยงลูกอ่อนของมันกระมัง  แต่เราซิ !  เมื่อไหร่จึงจะสามารถเลี้ยงลูกของเราเองได้บ้างหนอ ?." 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 26/06/2012 เวลา 16:03 น.
โดย ติ๊กน้อย
»