เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:


Administrator
*****

Tik

13/03/2011 เวลา 11:59 น.
กระทู้: 1,592
ถูกใจทั้งหมด: 1
     
    ISBN :
คัมภีร์เต๋า 道德经(เต้าเต๋อจิง)
ปรัชญาเหลาจื่อ
.

ผู้เขียน 
บัญชา ศิริไกร แปลและเรียบเรียง

ขนาดรูปเล่ม
X

จำนวน
646 หน้า

ชนิดกระดาษ
กระดาษปอนด์ ขาว

จัดทำโดย
ทันตกิจคลีนิก

ออกแบบโดย

พิมพ์ที่
สำนักพิมพ์ หจก. ป.สัมพันธ์พาณิชย์

เดือน/ปีที่พิมพ์ 
พิมพ์ครั้งที่ 1 / กันยายน 2538

ราคา 
250 บาท

สนใจติดต่อ 
ทันตกิจคลีนิก 745/43-44 ถ.เพชรบุรี ประตูน้ำ ปากซอยเพชรบุรี 19 ราชเทวี กรุงเทพ 10400
โทร. 02-2529484, 02-2526297
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/06/2021 เวลา 18:00 น.
โดย Tik
»

คำปรารภ

          ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง กล่าวไว้ เต๋าคือเต๋า ไร้รูปไร้รอย มีหนึ่งจึงมีสอง มีดำจึงมีขาว มีดีจึงมีเลว เช่นนั้น เต๋าคืออะไร มนุษย์ถือกำเนิดเกิดมาก็มีเต๋าเป็นพืนฐานแห่งชีวิต เป็นเสมือนฐานรองรับ สรรพชีวิตทั้งมวล เป็นดั่งฟ้าห่มคลุมชีวิตถ้วนหน้า ทั้งหมดรวมเป็นตรัยมรรคหรือเต๋าทั้งสาม คือ มนุษยมรรค พสุามรรค และสวรรคมรรค ทั้งสามนี้รวมเรียกว่ามหามรรค เช่นนี้เต๋าคืออะไร การแสวงหาคำตอบแห่งเต๋าย่อมไม่มุ่งสู่สิ่งใดในตรัยมรรคหากมุ่งยังมหามรรคอันยิ่งใหญ่ เต๋าคืออะไร คำตอบย่อมอยู่ที่การปฏิบัติ เพราะเต๋าคือการกระทำโดยไม่กระทำและไม่กระทำในการกระทำ ดังนี้แหละคือเต๋า เต๋าคืออะไร ไม่มีคำตอบแห่งเต๋านอกเสียจากความเข้าใจในสมดุลแห่งธรรมนั่นแหละเต๋า

พระอรหันต์จี้กง
สมาคมเผยแผ่คุณธรรมจีจินเกาะกรุงเทพฯ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16/07/2013 เวลา 18:26 น.
โดย ติ๊กน้อย
»
  • Tik
  • 13/03/2011 เวลา 12:19 น.


คำนำ

          คัมภีร์เต้าเต๋อจิง หรือปรัชญาเต๋าของเหลาจื่อเล่มนี้ เป็นคัมภีร์ที่มีชื่อเสียงที่ชาวโลกให้ความสนใจมาก และได้รับการแปลเป็นภาษาต่างๆ ทั่วโลกมากมายนับเป็นคัมภีร์อันดับสองรองจากคัมภีร์ไบเบิ้ล สำหรับในภาษาไทยก็มีผู้แปลอยู่หลายท่าน ซึ่งก็มักแปลเฉพาะตัวคัมภีร์เท่านั้น มีทั้งผู้แปลจากภาษาจีนโดยตรงและแปลจากภาษาอังกฤษอีกทอดหนึ่งก็มี แม้อ่านแล้วก็ไม่สามารถจะเข้าใจได้แจ่มแจ้ง เพราะตัวคัมภีร์เป็นภาษาโบราณ แม้จะแปลออกมาแล้วก็ยากที่คนรุ่นใหม่จะเข้าใได้ง่าย เพราะไม่ทราบว่าท่านหมายถึงอะไร ทำไมท่านจึงกล่าวออกมาเช่นนั้น ดังนั้นด้วยความอยากรู้ของข้าพเจ้า จึงได้เสาะแสวงหาคัมภีร์เต๋าที่เหล่าบรรพชนหลายยุคหลายสมัย รวมทั้งในยุคปัจจุบันก็๋มีนักปรัชญาหลายท่านได้ให้อรรถาธิบายถึงคัมภีร์เต๋าของท่านเหลาจื่อไว้อย่างละเอียดถึงความหายของตัวคัมภีร์ในแต่ละบทในแต่ละบรรทัด จึงทำให้ข้าพเจ้าพอเข้าใจได้บ้างตามภูมิปัญญาอันจำกัด

          นับตั้งแต่โบราณมาแล้วมนุษย์พยายามค้นหาความลึกลับและอำนาจของจักรวาล จึงได้เกิดความเชื่อต่างๆ จนพัฒนากลายเป็นศาสนา ศิลปวัฒนธรรม ตลอจนพิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้นเพราะความถวิลหาที่จะเข้าใจจักรวาลนั่นเอง และต่อมาเมื่อโลกมีการพัฒนาขึ้น มนุษย์ก็ได้ใช้วิทยาศาสตร์เพื่อที่จะเรียนรู้และตอบสนองต่อความอยากอันนั้น ท่านเหลาจื่อก็เป็นนักปราชญ์อีกท่านหนึ่งที่เข้าใจจักรวาล โดยที่ท่านพยายามจะอธิบายถึงพลังอำนาจที่ควบคุมจักรวาล ซึ่งนักฟิสิกส์สมัยใหม่เรียกพลังงานอำนาจนี้ว่า "พลังจักรวาล" พลังตัวนี้ไม่ใช่พลังงานทางวิทยาศาสตร์อย่างแสงสว่าง หรือความร้อนแต่เป็นสิ่งที่ไม่ใช วัตถุสสาร ที่จะไปแตะต้องสัมผัสได้ แต่มีพลังอำนาจและเป็นสิ่งเดียวที่มีอยู่ในจักรวาลอย่างลึกลับลึกซึ้งเหลือเกินสรรพสิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดเป็นไปตามเจตจำนงของพลังจักรวาลดึกดำบรรพ์นั้น บางคนอาจคิดว่าสิ่งต่าง ๆ ในจักรวาล เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่จริงๆแล้วไม่ได้เกิดขึ้นเพราะความบังเอิญ แต่เป็นอิทธิพลของพลังจักรวาลนั่นเอง เนื่องจากท่านเหลาจื่อได้ค้นพบพลังจักรวาลมาก่อน และในสมัยยุคของท่านคำว่าพลังจักรวาลคงยังไม่มี และยังไม่เข้าใจได้เหมือนในยุคปัจจุบันซึ่งเทคโนโลยีล้ำหน้า มีคำศัพท์เพิ่มขึ้นมากมาย ดังนั้นท่านจึงได้เพียรพยายามอธิบายให้โลกเข้าใจถึงสิ่งที่ท่านค้นพบ โดยเรียกพลังจักรวาลนี้ว่า “เต๋า” ในคำนิยาม “เต๋า” ของท่านเหลาจื่อบอกไว้ว่า “เต๋า” เป็นมูลกำเนิดของสรรพสิ่งในจักรวาลรวมทั้งโลกและมนุษย์ด้วย นักวิทยาศาสตร์ก็ได้คำนวณจากซากโครงกระดูกมนุษย์ที่ขุดพบและคาดคะเนการกำเนิดของมนุษย์บนโลกว่าเกิดมีขึ้นในราว 2 ล้านปีมาแล้วและได้พัฒนาตนเองมาเรื่อย ๆ จนกลายเป็นสัตว์ชั้นสูง เนื่องจากมนุษย์ถูกสร้างขึ้นโดยพลังจักรวาล ดังนั้นนอกจากมนุษย์จะประกอบไปด้วยวัตถุธาตุต่าง ๆ ที่เรารู้จักแล้วยังมีอีกสิ่งหนึ่งซึ่งขาดไม่ได้ สิ่งนั้นคือพลังจักรวาลซึ่งเรารู้จักกันในนาม “วิญญาณ” หรือ“จิต” จิตวิญญาณจึงเป็นเพียงเศษเสี้ยวของพลังจักรวาลนั้นเอง ดังนั้นมนุษย์เราจึงมีความอัศจรรย์ใจต่อสิ่งที่ปรากฏบนท้องฟ้าเสมอ มนุษย์ไม่ว่าจะอยู่ที่ไหนก็อดที่จะดูท้องฟ้าไม่ได้ การมองดูท้องฟ้าจึงเป็นความถวิลหาบรรพบุรุษในอดีตนั่นเองคือพลังจักรวาล ดังนั้นเมื่อมีปรากฏการณ์ต่างๆในจักรวาล มนุษย์ก็เกิดประสบการณ์ตรงต่อจิตวิญญาณของตนเอง ซึ่งถือว่ามีคุณค่าต่อความเป็นมาของมนุษย์มาก ด้วยเหตุนี้ มนุษย์จึงมีความพยายามที่จะศึกษาปรากฎการณ์ต่างๆของดวงดาวและท้องฟ้า จึงมีการคิดค้นทฤษฎีต่างๆขึ้นเพื่อค้นหาความเข้าใจจักรวาล แต่ในคัมภีร์เต้าเต๋อจิง เต๋าเป็นส่วนหนึ่งของมนุษย์ เต๋าเป็นรากฐานของจักรวาล เต๋าอยู่ในทุกอณูของจักรวาลรวมทั้งในมนุษย์ด้วย

          แม้มนุษย์จะได้พัฒนามาเรื่อย ๆ จนเป็นสัตว์ขั้นสูง แต่มนุษย์ก็ไม่เคยที่จะลืมรากเหง้าของตนเลย และมีความรู้สึกหึงหวงในตัวเอง และเพื่อให้ชาติพันธุ์ของตนเองสืบทอดออกไปเรื่อย ๆ จึงมีการขยายเผ่าพันธุ์ออกไป มนุษย์จึงต้องหาสิ่งต่างๆมาสนองความต้องการของตนเองอย่างไม่หยุดยั้ง มนุษย์จึงเริ่มเห็นแก่ตนเอง เกิดการแย่งชิงเพื่อบริโภคให้มากกว่าผู้อื่น ดังนั้นสิ่งเลวร้ายจึงเกิดขึ้น ท่านเหลาจื่อทนเห็นความเลวร้ายที่มนุษย์ก่อขึ้นไม่ได้ จึงได้เขียนคัมภีร์เด้าเต่อจิงเล่มนี้ขึ้น เพื่อเป็นหลักธรรมให้อรรถาธิบายถึงที่มาแห่งรากเหง้าของมนุษย์ว่ามีบรรพบุรุษที่ดีงามอย่างไร จะได้กล่อมจิตใจมนุษย์ให้มีคุณธรรม คัมภีร์เต้าเต๋อจิงนี้จึงมีความสำคัญต่อชีวิตมนุษย์เป็นอเนกอนันต์

          ท้ายที่สุดนี้ ข้าพเจ้าต้องกราบขอบพระคุณผู้เรียบเรียงคัมภีร์เต้าเต๋อจิง ทั้งในอดีตและปัจจุบัน รวมทั้งท่านที่ได้แปลเป็นภาษาไทยซึ่งข้าพเจ้าได้ใช้เป็นหนังสือค้นคว้า หากปราศจากหนังสือเหล่านี้แล้วปรัชญาเหลาจือเล่มนี้อาจไม่ประสบความสำเร็จเป็นแน่แท้ อนึ่งบทความในหนังสือเล่มนี้อาจมีการถอดความผิดขึ้นได้ทั้งนี้ก็เป็นผลเนื่องมาจากความเข้าใจผิดและความไม่รู้แจ้งถึงอัจฉริยภูมิปัญญาของมหาปราชญ์เหลาจื่อของข้าพเจ้านั่นเอง ข้าพเจ้าจึงกราบขออภัยไว้ ณ โอกาสนี้ด้วย ท่านผู้รู้หากได้กรุณาชี้แนะจักเป็นพระคุณอย่างประมาณค่ามิได้

ขอได้รับความขอบคุณ
ทพ. บัญชา ศิริไกร
19 ก.ค. 2538
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/06/2021 เวลา 18:31 น.
โดย Tik
»
  • Tik
  • 13/03/2011 เวลา 12:29 น.


บทนำ

          X
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16/07/2013 เวลา 18:26 น.
โดย ติ๊กน้อย
»
  • Tik
  • 05/07/2011 เวลา 10:21 น.


สารบัญ

คำนำ
บทนำ

ภาคที่ 1
                บทที่ 1   กำหนดความหมาย
                บทที่ 2   องค์คุณแห่งเต๋า
                บทที่ 3   สมุฏฐาน
                บทที่ 4   คุณประโยชน์
                บทที่ 5   มัชฌิมารักษ์
                บทที่ 6   สัญลักษณ์
                บทที่ 7   มิใช่เพื่อตนเอง
                บทที่ 8   ดุจดั่งน้ำ
                บทที่ 9   รักษาความปกติ
                บทที่ 10   คุณธรรมล้ำลึก
                บทที่ 11   ความว่างเปล่าตรงกลาง
                บทที่ 12   เพื่อท้อง
                บทที่ 13   การโปรดเกล้าและความอัปยศ
                บทที่ 14   กฎแห่งเต๋า
                บทที่ 15   ไม่เต็มเปี่ยม
                บทที่ 16   การคืนสู่ชีวิต
                บทที่ 17   การปกครอง
                บทที่ 18   เห็นสัจธรรม
                บทที่ 19   สู่ความเรียบง่าย
                บทที่ 20   กินแม่
                บทที่ 21   เชื่อตามเต๋า
                บทที่ 22   รักษาหนึ่ง
                บทที่ 23   เหมือนกับเต๋า
                บทที่ 24   ไม่ตั้งอยู่
                บทที่ 25   ว่าเต๋า
                บทที่ 26   สัมภาระหนัก
                บทที่ 27   การรู้แจ้ง
                บทที่ 28   คุณธรรมปกติ
                บทที่ 29   ระวังตัว
                บทที่ 30   การสงคราม
                บทที่ 31   มงคลซ้าย
                บทที่ 32   รู้หยุด
                บทที่ 33   ที่สุดแห่งตน
                บทที่ 34   สำเร็จยิ่งใหญ่
                บทที่ 35   รูปลักษณ์ยิ่งใหญ่
                บทที่ 36   สลัวราง
                บทที่ 37   ไม่มุ่งหวัง

ภาคที่ 2
                บทที่ 38   คุณธรรมสว่าง
                บทที่ 39   รู้ตน
                บทที่ 40   วัฏฏะ
                บทที่ 41   ได้ฟังเต๋า
                บทที่ 42   ละมุนละไม
                บทที่ 43   ความอ่อนโยน
                บทที่ 44   รู้จักหยุด
                บทที่ 45   ความบริสุทธิ์สงบ
                บทที่ 46   พอเสมอ
                บทที่ 47   รู้เห็น
                บทที่ 48   เสียประโยชน์
                บทที่ 49   คุณธรรมความดี
                บทที่ 50   การเกิดการตาย
                บทที่ 51   เทิดทูนยกย่อง
                บทที่ 52   รักษ์แม่
                บทที่ 53   ทางใหญ่
                บทที่ 54   สร้างความดี
                บทที่ 55   เด็กทารก
                บทที่ 56   คุณค่าของเต๋า
                บทที่ 57   การปกครอง
                บทที่ 58   การปกครองเข้มงวด
                บทที่ 59   ชีวิตยืนยาว
                บทที่ 60   การปกครองประเทศใหญ่
                บทที่ 61   วางตนต่ำ
                บทที่ 62   ความลึกลับของเต๋า
                บทที่ 63   ไม่มีความลำบาก
                บทที่ 64   ช่วยเหลือสรรพสิ่ง
                บทที่ 65   ราบรื่น
                บทที่ 66   ที่ต่ำ
                บทที่ 67   แก้วสามประการ
                บทที่ 68   ไม่แก่งแย่ง
                บทที่ 69   การทหาร
                บทที่ 70   สงสารโลก
                บทที่ 71   ไม่ป่วย
                บทที่ 72   กลัวอำนาจ
                บทที่ 73   ตะข่ายฟ้า
                บทที่ 74   ช่างไม้
                บทที่ 75   คุณค่าชีวิต
                บทที่ 76   อ่อนนุ่ม
                บทที่ 77   เกาทัณฑ์
                บทที่ 78   คุณธรรมน้ำ
                บทที่ 79   สัญญา
                บทที่ 80   ประเทศเล็ก
                บทที่ 81   ไม่สะสม

ภาคผนวก

บทสรุป  ระบบพัฒนาปรัชญาเหลาจื่อ
บรรณานุกรม
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 16/07/2013 เวลา 18:27 น.
โดย ติ๊กน้อย
»
  • Tik
  • 05/07/2011 เวลา 10:27 น.


บทที่ 1 (第一章) กำหนดความหมาย

道德經:   
道可道,非常道。
名可名,非常名。
無名天地之始;有名萬物之母。
故常無欲,以觀其妙;常有欲,以觀其徼。
此兩者,同出而異名,同謂之玄。
玄之又玄,衆妙之門。

เต๋าที่กล่าวได้   มิใช่เต๋าอันแท้จริง
นามที่เรียกได้   มิใช่นามอันแท้จริง
ความไม่มี   ได้ชื่อว่าเป็นบ่อเกิดแห่งฟ้าดิน
ความมี   ได้ชื่อว่าเป็นมารดาแห่งสรรพสิ่ง
เมื่อไม่มี   อยากให้พิจารณาถึงความแยบยลนั้น
เมื่อมี   อยากให้พิจารณาถึงที่สุดนั้น
ทั้งสองสิ่งนี้   มาจากแหล่งเดียวกัน 
ชื่อต่างกัน   กล่าวได้ว่าลึกล้ำ
ลึกล้ำยิ่งลึกล้ำ   เป็นประตูแห่งความมหัศจรรย์ทั้งมวล


จุดมุ่งหมาย :
     อักษรที่มีอยู่ ไม่สามารถแสดงความหมายออกมาได้หมด ภาษาที่ใช้กันอยู่ก็ไม่สามารถที่จะอธิบายได้แจ่มแจ้งทั้งหมด เช่นกัน ทั้งนี้เพราะทั้งตัวอักษาและภาษาที่ใช้อยู่มีจำนวนจำกัด หากเป็นหลักธรรมง่ายๆ ก็สามารถที่จะใช้อักษรมาอธิบายได้ แต่เต๋ายิ่งใหญ่ที่ครอบคุลมทั้งจักรวาลไม่มีรูปลักษณ์ มองดูไม่เห็น ไม่มีสำเนียง ฟังดูก็ไม่ได้ยิน องค์อันแท้จริงก็ลูบคลำสัมผัสไม่ได้ และไม่แปรเปลี่ยนนิจนิรันดร์อีกด้วย จึงทำให้ไม่สามารถใช้อักษรและภาษามาบรรยายให้เข้าใจได้ อันหลักธรรมทั่วไปยังสามารถตั่งชื่อให้เรียกขานได้ แต่องค์แท้แห่งเต๋า ยากที่จะตั้งชื่อมาเรียกขานได้ ด้วยเหตุนี้เมื่อต้องการเข้าใจเต๋ายิ่งใหญ่ ก็ต้องไม่ยึดถือในอักขระและภาษา แต่ต้่องอาศัยมโนจิตไปหยี่งรู้ถึงมัน มิฉะนั้นก็จะหลงอยู่ตลอดกาลจนไม่รู้จักตื่น เมื่อเข้าใจเหตุผลเช่นนี้แล้ว ก็สามารถที่จะคุยกันถึงสภาวะของฟ้าดิน สรรพสิ่งและการเกิดขึ้นได้

     เมื่อเริ่มมีฟ้าดินในระยะแรก สรรพสิ่งในโลกยังไม่เกิดขึ้น สภาวะเช่นนี้กล่าวได้ว่าเป็น "ความไม่มี" 
ความไม่มีนี้เป็นองค์แท้ของเต๋า และเต๋านี้ก็เป็นบ่อเกิดของจักรวาล
เมื่อเต๋ามีปฏิกิริยาเกิดขึ้น สรรพสิ่งก็เกิดขึ้นตามๆ กันมา
เมื่อสรรพสิ่งเกิดขึ้น รูปลักษณ์ก็มีขึ้น ก็กล่าวได้ว่าเกิด "ความมี"
ความมีนี้เป็นองค์คุณแห่งเต๋า ดังนั้นเมื่อย้อนถึงฟ้าดินในระยะเริ่มแรกซึ่งเป็น "ความไม่มี" ก็พอจะเข้าใจถึงองค์เต๋าอันละเมียดละไมได้ แต่พอคิดถึงบ่อเกิดของสรรพสิ่งซึ่งเป็น "ความมี" ก็จะสามารถเข้าใจถึงองค์คุณแห่งเต๋าว่ากว้างใหญ่ไพศาลยิ่ง "ความไม่มี" และ "ความมี" นั้น อันหนึ่งเป็นองค์แท้ของเต๋า ส่วนอีกอันเป็นกริยา(องค์คุณ) ของเต๋า ซึ่งทั้งสองล้วนมาจากเต๋า แต่เรียกขานต่างกันไป จึงนับว่ามีความลึกล้ำ ลึกล้ำยิ่งกว่าความลึกล้ำอีก นี่แหละคือบ่อเกิดของจักรวาล คือ "เต๋า" นี่แหละ
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/06/2021 เวลา 18:40 น.
โดย Tik
»
  • Tik
  • 08/01/2013 เวลา 13:50 น.