เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:

ท่องนรก

56760 130 veryhot post sticky
::  คำปรารภ


          นับตั้งแต่ฉันแปลหนังสือเที่ยวเมืองนรกเป็นต้นมา เวลาก็ได้ล่วงเลยมากว่า 20 ปีแล้ว  หนังสือเล่มนี้ยังคงมีผู้สนใจต้องการมีไว้ศึกษาก็ดี เตือนสติก็ดีตลอดจนได้ยับยั้งผู้ที่กำลังคิดจะทำชั่ว ก็หยุดคิดทำชั่วเสียได้ หรือผู้ที่ทำไปแล้วมีความสำนึกผิดกลับตัวกลับใจเป็นคนดีก็มีมาก หนังสือเล่มนี้จึงมีประโยชน์มิใช่น้อย จึงได้ทำการพิมพ์ซ้ำแล้วซ้ำอีกจำนวนหลายครั้ง ยอดพิมพ์รวมกันก็เกินแสนเล่ม ทำให้ฉันรู้สึกปลื้อมปิติ ที่ได้แปลหนังสือนี้ เพราะได้ผลมาก แม้จะมีอานิสงค์มากก็จริง แต่ก็ยังมีผู้คนจำนวนมากที่ไม่เชื่อว่านรกมีจริง สวรรค์มีจริง คงเชื่อแต่สิ่งที่มองเห็นได้สัมผัส ได้เท่านั้นที่เป็นจริง (พวกวัตถุนิยม )  เมื่อมีโอกาสได้พบหน้ากัน ก็มักจะตั้งคำถามเอากับฉันอยู่บ่อย ๆ ว่า นรกมีจริงหรือ ?. หากฉันจะอธิบายให้เขาฟังทันทีที่ถามก็เกรงว่า เขาจะเข้าใจไม่แจ่มแจ้งชัดเจน ฉันก็เลยถือโอกาสในการพิมพ์ซ้ำครั้งนี้ มาพูดคัยให้ฟังเสียพร้อม ๆ กัน 

          ขอเริ่มต้นจากคำว่า "ทุกข์" ที่คิดว่าทุก ๆคนคงรู้จักและมีประสบการณ์กันดี เธอคิดว่า "ทุกข์" คือะไร ?. คำสาธยายมีมากมายแต่พอขอให้เธอช่วยหยิบตัวทุกข์ออกมาให้ดูหน่อย ทุกคนก็ไม่สามารถหยิบออกมาได้ใช่ไหม ?. ถูกต้องแล้ว ! "ทุกข์" เป็นนามธรรมไม่ใช่รูปธรรม จึงไม่มีรูปร่างให้เห็น จะเห็นได้ก็เพียงแต่อาการที่อารมณ์แสดงออกเท่านั้น การที่คนมีความสุขมีความทุกข์ได้ก็อยู่ ที่ใจสัมผัสรับรู้ใช่ไหม?.  จึงมีคำกล่าวว่า "สวรรค์ในอกนรกในใจ" นั่นก็หมายความว่า ตัวสุขก็ดีตัวทุกข์ก็ดี มันอยู่ที่ตัวจิตใจใช่ไหม?.  บางคนอาจทักว่า เมื่อจิตใจมองไม่เห็น สวรรค์นรกก็ไม่มีจริงนะซิเพราะเป็นเพียงอารมณ์ของจิต พูดแบบนั้นคงไม่ถูก เพราะตัวจิตหรือวิญญาณนั้นมีอยู่แม้ตาจะมองไม่เห็นแต่มันก็มีอยู่ คนที่ไม่มีจิตวิญญาณก็เป็นคนที่ตายแล้ว เรามองดูก็รู้ว่าเป็นคนตาย แม้เราจะมองไม่เห็นวิญญาณผู้ตายก็ตาม ถ้าร่างกายคนตายถูกปล่อยทิ้งไว้ก็จะแปรสภาพคืนสู่ธรรมชาติ ส่วนจิตวิญญาณก็แปรเปลี่ยนไป ก่อนที่วิญญาณจะดับ ปฏิสนธิจิตก็จะเกิดขึ้นพร้อมกับรหัสกรรม ที่คนสั่งสมไว้ขณะที่ยังมีชีวิต คือ กุศลจิต  อกุศลจิต  อัพยากฤตจิตที่เป็นพีชะให้จิตไปปฏิสนธิในภพภูมิใหม่ต่อไป ถ้าจิตเป็นทุกข์คือ มีอกุศลจิตมาก ภพภูมิที่ไปก็คือขุมนรกนั่นเอง ถ้าจิตเป็นสุข คือ มีกุศลจิตมาก ภพภูมิที่ไปคือสวรรค์ไปเป็นเทพเทวา ส่วนจะไปนิพพาน จิตวิญญาณต้องไม่มีรหัสกรรมคือไม่มีพีชะ ไม่มีทั้งกุศลและอกุศล เป็นอัพยากฤต คือกลาง ๆ หรือเรียกว่าจิตแท้  จิตเดิมจิตบริสุทธิ์  ( ตามนิกายวิญญาณวาทิน ) หรือเรียกว่า ดับจิต ดับวิญญาณ  คือ จิตวิญญาณไม่มี  เป็นจิตที่ว่างอย่างยิ่งยวด หมายความว่า จิตเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับความว่าง ( ความว่างสากล )  ( นิกายศูนยวาทิน ) 

          สำหรับผู้ที่ยึดถือเอาจิตวิญญาณไปนิพพาน ก็จะไปติดอยู่ที่รูปพรหม  อรูปพรหม  ซึ่งเป็นนิพพานที่ยังไม่ถึงที่สุด ผู้ที่ดับจิต ดับวิญญาณ ได้แก่ พระอรหันต์  พระพุทธเจ้า  ก็จะเข้าสู่โลกุตตรนิพพาน  พูดมาถึงตรงนี้  หลายคนคงจะงง ไม่เข้าใจ ขอย้อนพูดถึง ตัวทุกข์อีกที ทุกข์ไม่มีใครอยากได้  สุขเท่านั้นที่คนอยากได้  หารู้ไม่ว่าตัวทุกข์ กับตัวสุข เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน เหมือนเหรียญหนึ่งมีสองด้านใจก็เช่นเดียวกัน ใจมีอันเดียว มีทั้งทุกข์ และ สุขอยู่ด้วยกัน  เพราะฉะนั้น ถ้าไม่อยากมีทุกข์ก็จงละสุขเสีย เมื่อสุขไม่มีทุกข์ก็ไม่มี เหมือนเหรียญขาดด้านหนึ่งก็ไม่มีอีกด้านหนึ่ง ผู้ใดอยากพ้นทุกข์ได้สุข ก็ควรทำให้ได้ให้ถึงเสียแต่ในชาตินี้ ถ้าไม่ถือเอาภายหน้าเป็นประมาณแล้ว ได้ชื่อว่าเป็น "คนหลง "  แม้ความสุขอย่างสูงคือ "นิพพาน" พึงขวนขวายให้ได้ให้ถึงเสียเมื่อยังมีชีวิตอยู่ ตอนมีชีวิตอยู่ได้เสวยสุขในนิพพาน ได้ชื่อว่า "นิพพานดิบ"  ( แม้ยังมีทุกข์อยู่ เพราะมีสังขารอยู่ )  เมื่อตายไปแล้วก็ได้เสวยสุขในนิพพาน ได้ชื่อว่า "นิพพานสุก"  เพราะฉะนั้น นรกก็ดีสวรรค์ก็ดี ยังคงมีอยู่เพราะวิญญาณยังมีอยู่  วิญญาณยังมีที่ใด ความเกิดแก่เจ็บตายก็มีอยู่ในที่นั้น  โลกุตตรนิพพานปราศจากวิญญาณ จึงไม่มีเกิดไม่มีแก่ ไม่มีเจ็บไม่มีตาย มีแต่ความสบาย ปราศจากอามิส จะหาความสุขใดมาเปรียบด้วยนิพพานไม่ได้ ดังนี้แล   

          สุดท้าย  ขออนุโมทนาท่านที่บริจาคสร้างหนังสือนี้  จึงให้ได้โลกุตตรนิพพานทุก ๆคนเทอญ


ด้วยความปรารถนาดี

ธรรมบัญชา
15 พฤษภาคม 2546 (วันวิสาขบูชา)
                     
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/05/2021 เวลา 20:14 น.
โดย Tik
»

::  คำนำ ฉบับครบรอบ 15 ปี


        มีสิ่งที่น่ายินดีสองประการ สำหรับหนังสือเที่ยวเมืองนรก เล่มนี้  ประการที่หนึ่ง หนังสือเล่มนี้ ได้มีการพิมพ์ต่อเนื่องกันมาสิบกว่าครั้ง ซึ่งนับรวมยอดพิมพ์ทั้งหมดก็มากกว่า หนึ่งแสนเล่ม  ประการที่สอง หนังสือเล่มนี้ ยังอยู่ในความสนใจของประชาชน นานถึง 15 ปี  และคิดว่าทั้งยอดพิมพ์ และระยะเวลาที่มวลชนยังสนใจอ่านอยู่คงจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ จึงเป็นการยืนยันว่า หนังสือเล่มนี้มีสาระและคุณค่าดีพอสมควร เพราะว่าเป็นหนังสือธรรมะที่ถูกตีพิมพ์ติดต่อกันมาไม่หยุด แม้ดูเหมือนจะเป็นธรรมะแบบธรรมดาไม่มีความสำคัญ หรือซับซ้อนแต่อย่างไร แต่หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ก็เป็นหนังสือที่ช่วยตักเตือน และป้องปรามให้คนกลัวบาป เพราะผลกรรมที่กระทำไว้ จะไม่หายไปไหน มันจะติดอยู่กับจิตวิญญาณรอจนถึงวาระสุกงอมจนได้ที่เสียก่อน แรงกรรมก็จะเกิดผลขึ้นทันที แม้อำนาจ และเงินทองก็ไม่อาจช่วยได้  บางครั้ง กรรมที่ท่านก่อไว้ก็ยังสืบทอดถึงลูกหลาน อีกด้วย ดังน้น ข้าพเจ้าจึงขอวิงวอนท่านผู้อ่าน อย่าได้ดูแคลนว่า นรกไม่มี  พิสูจน์ไม่ได้  จึงเที่ยวก่อกรรมทำเข็ญไม่หยุดหย่อน เพราะคิดว่านรกไม่มี หากสามารถเล็ดลอดกฏหมายไปได้หรือโทษไม่ร้ายแรงพอ ท่านก็เอาเปรียบสังคม ยักยอก ฉ้อโกง จนชาติล่มจม ฯ เป็นต้น  ไม่ต้องรอให้ฏกหมายเล่นงานท่านหรอก กรรมที่ทำไว้จะสนองผลถึงที่สุดไม่ในปัจจุบันชาติก็ในอนาคตชาติ จึงใคร่วิงวอนท่านผู้อ่าน เมื่ออ่านแล้วก็ให้ผู้อื่นได้อ่านบ้าง จะได้ช่วยกันกล่อมเกลาจิตใจ ผู้คนให้กลับคืนสู่สภาพปกติ มีศีลธรรม มีจรรยาบรรณ เพื่อความสงบสุขของส่วนรวม  ขอผลบุญที่ท่านได้กระทำแล้ว ไม่ว่าจะเป็นการบริจาคทรัพย์ก็ดี แนะนำตักเตือนด้วยปิยะวาจาก็ดี ให้ความสะดวกชี้แนะก็ดี ฯลฯ  จักเป็นกุศลหนุนส่งให้ท่านได้ไปสู่สุคติภูมิในสัมปรายภพเทอญ


ด้วยความนับถือ

ทพ. บัญชา  ศิริไกร 
13 เมษายน พ.ศ.2540
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/11/2011 เวลา 15:19 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


:: สารบาญ


คำปรารภ
คำนำฉบับครบรอบ 15 ปี
คำนำ (ในการพิมพ์ครั้งที่ 5)
ความเป็นมา

เทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ (เง็กเซียนฮ่องเต้)
คำอนุโมทนาของพระมหาพรตเหล่าจื๊อ (ไท้เสียงบ้อเก๊ก)
คำอนุโมทนาของพระมหาโพธิสัตว์กษิติครรภ์
คำอนุโมทนาของพระกวงเฮงฮูจื้อ ประธษนสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งประทับทรง
คำอนุโมทนาของเซียนกุมาร (เง็กฮือทงจื้อ)
ราชเลขาเซียนประทับทรง

ครั้งที่ 1  เที่ยวภูเขาหัวใจชมถ้ำนรก
ครั้งที่ 2  เที่ยวสระน้ำสบายใจ
ครั้งที่ 3  ท่องแดนต่อแดนระหว่างมนุษยโลกกับยมโลก
ครั้งที่ 4  ผ่านประตูผีรับฟังการบรรยายธรรมเรื่อง "รวมทุกศาสนา"

ครั้งที่ 5  ท่องแดนนรกขุมที่ 1 สนทนากับเจ้ายมบาล "ซิ่งก้วงอ๊วง"
ครั้งที่ 6  ท่องหอกระจกวิเศษ ชมวิญญาณบาปรากฎร่างเดิม
ครั้งที่ 7  ท่องโรงซ่อมพระสูตร
ครั้งที่ 8  ท่องแดนผีตายโหง ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 9  ท่องแดนผีตายโหง ครั้งที่ 2

ครั้งที่ 10  ท่องแดนขุมนรกที่ 2 สนทนากับเจ้ายมบาล "ฉอกังอ๊วง"
ครั้งที่ 11  ท่องนรกน้อย ตมอุจจาระ-ปัสสาวะ
ครั้งที่ 12  ท่องนรกน้อยแดนหิวโหย
ครั้งที่ 13  ท่องสะพานมรณะ และชมฟลอร์นรก
ครั้งที่ 14  ท่องสระน้ำแข็งนรกน้อย

ครั้งที่ 15  ท่องแดนนรกขุมที่ 3 พบเจ้ายมบาล "ซ่งตี่อ้วง"
ครั้งที่ 16  ท่องแดนควักตานรกน้อย
ครั้งที่ 17  ท่องแดนเหล็กขูดหน้านรกน้อย
ครั้งที่ 18  ท่องแดนแขวนหัวทิ่มนรกน้อย
ครั้งที่ 19  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 20  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 2
ครั้งที่ 21  ท่องตำหนักวิญญาณสัตว์สี่ชนิดคืนชีพ ครั้งที่ 3

ครั้งที่ 22  ท่องแดนนรกขุมที่ 4 พบยมบาล โหงวกัวอ๊วง
ครั้งที่ 23  ท่องแดนกรอกยานรกน้อย
ครั้งที่ 24  ท่องแดนน้ำร้อนลวกมือนรกน้อย
ครั้งที่ 25  ท่องแดนแทงบากนรกน้อย
ครั้งที่ 26  ท่องแดนตัดเอ็น แทะกระดูกนรกน้อย
ครั้งที่ 27  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 28  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 2
ครั้งที่ 29  ท่องแดนผึ้งพิษนรกน้อย ครั้งที่ 3

ครั้งที่ 30  ท่องแดนนรกขุมที่ 5 พบยมบาล เซียมล้ออ๊วง
ครั้งที่ 31  ฟังยมบาลวิจารณ์การพร่า (ฆ่า) หัวใจ
ครั้งที่ 32  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 1
ครั้งที่ 33  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 2
ครั้งที่ 34  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 3
ครั้งที่ 35  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย ครั้งที่ 4

ครั้งที่ 36  ท่องแดนนรกขุมที่ 6 พบยมบาล เปียงเซี้ยอ๊วง
ครั้งที่ 37  ท่องแดนตัดไตหนูนรกน้อย
ครั้งที่ 38  ท่องนรกสอนขับรถ
ครั้งที่ 39  ท่องแดนตะข่ายปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย
ครั้งที่ 40  ท่องแดนตะข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย
ครั้งที่ 41  ท่องแดนเจ้าที่เจ้าทางดูเหตุการณ์ผู้ที่ตายไปแล้วผุดไปเกิด

ครั้งที่ 42  ท่องแดนนรกขุมที่ 7 แดนเผาหัวนรกใหญ่
ครั้งที่ 43  ท่องแดนไฟนาบนิ้วมือนรกน้อย
ครั้งที่ 44  ท่องแดนลากไส้นรกน้อย
ครั้งที่ 45  ท่องแดนทูนหัวคู้ตัวนรกน้อย
ครั้งที่ 46  ท่องแดนกะทะทองแดงนรกน้อย
ครั้งที่ 47  ท่องแดนตัดลิ้นร้อยแก้มนรกน้อย

ครั้งที่ 48  ท่องแดนนรกขุมที่ 8สนทนากับยมบาล โตวฉีอ๊วง
ครั้งที่ 49  ท่องแดนรถทับนรกน้อย
ครั้งที่ 50  ท่องแดนตัดแขนขานรกน้อย

ครั้งที่ 51  ท่องแดนนรกขุมที่ 9 พบปะ เผ่งเต้งอ๊วง
ครั้งที่ 52  ท่องแดนน้ำมันลวกกายนรกน้อย
ครั้งที่ 53  ท่องแดนงูแดงเจาะไซร่างกายนรกน้อย
ครั้งที่ 54  ท่องนรกโลกันตร์(นรกใหญ่อาปี้)

ครั้งที่ 55  ท่องแดนนรกขุมที่ 10 พบยมบาล จ้วงหลุ้งอ๊วง
ครั้งที่ 56  ชมสำนักหมุนเวียนฆาตเคราะห์
ครั้งที่ 57  ชมศาลาเม้งผั้วเต้ง
ครั้งที่ 58  ชมการเวียนว่ายตายเกิดใน 6 ช่องทาง
ครั้งที่ 59  ท่องแหล่งสามัญชนในแดนนรก
ครั้งที่ 60  ท่องสำนักรวมกุศล กองให้รางวัลคนดี กองลงโทษคนชั่ว
ครั้งที่ 61  ท่องบ่อน้ำเลือดและขุมนรกตะวันออก

ครั้งที่ 62  เที่ยวงานสมโภชฉลองหนังสือ พบพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์
พระราชโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่
ปัจฉิมลิขิต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/11/2011 เวลา 23:40 น.
โดย ติ๊กน้อย
»
  • Tik
  • 19/11/2011 เวลา 15:15 น.


:: คำนำ ในการพิมพ์ครั้งที่ 5

        หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ จัดพิมพ์โดยสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ไต้หวัน  ประเทศจีน ขั้นตอนการทำหนังสือเล่มนี้ก็คือ ลักษณะของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งก็เหมือน ๆ กับโรงเจในเมืองไทย มีการอัญเชิญเทพ เทวดา ให้มาเข้าทรงอยู่เป็นเนืองนิจ ทุกครั้งที่มีการทรง เทพต่าง ๆ ที่มาก็มักจะสอนธรรมะ โดยใช้หลักของเต๋าบ้าง ของพุทธบ้าง แล้วแต่วิสัยของเทพแต่ละองค์  การจัดทำหนังสือเที่ยวเมืองนรกครั้งนี้ ก็ได้รับเทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ (เง็กเซียนฮ่องเต้) โดยขอให้ท่านอรหันต์จี้กง นำเอาวิญญาณนายหยางเซิงไปเที่ยวเมืองนรก เยี่ยมชมเหตุการณ์ของชาวโลกที่ตายลงแล้ว  และได้ก่อกรรมต่าง ๆ เอาไว้ในโลก จะได้รับโทษอย่างไรบ้างในขุมนรก โดยให้เทพเง็กฮือท่งจื้อ ใช้ตาทิพย์ถ่ายทอดสดเอาภาพเหตุการณ์ ที่เห็นจริงในระหว่างเดินทางในแดนนรก โดยให้นายหยางเซิงซึ่งมือถือพู่กันอยู่ เขียนออกมาทันที และคณะกรรมการของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง ก็ได้รวบรวมมาเป็นรูปเล่ม การไปเที่ยวเมืองนรกนี้ ได้ไปมาทั้งหมด 62 ครั้ง  โดยเริ่มตั้งแต่วันที่  9  กันยายน  พ.ศ. 2519   ครั้งสุดท้ายวันที่  30  กรกฏาคม  พ.ศ. 2521  ใช้เวลาประมาณ 2 ปี หนังสือเล่มนี้จึงสำเร็จลง  หนังสือเที่ยวเมืองนรกนี้ เป็นหนังสือที่จัดทำขึ้นอย่างเป็นหลักเป็นฐาน  มิใช่หนังสือที่แต่งขึ้นด้วยความสามารถของมนุษย์แน่นอน สำหรับความเชื่อถือเรื่องนรกหรือสวรรค์ ก็สุดแท้แต่ละบุคคล  ศาสนา  นิกาย  และลัทธิต่าง ๆ กัน

        สำหรับพุทธศาสนาแล้ว ไม่ว่าจะเป็นนิกายเถรวาท หรือ มหายาน ต่างก็ยืนยันกันว่า นรกและสวรรค์มีจริง ซึ่งจะพบได้จากพระสูตรต่าง ๆ กัน หากท่านเชื่อถือพระพุทะเจ้าแล้ว ท่านต้องเชื่อเรื่อง "กฏแห่งกรรม"  ทั้งนรกและสวรรค์ก็เป็นผลจากกรรมอันเป็นเหตุปัจจัยทั้งสิ้น หลาย ๆ ท่านก็เข้าใจว่านรกและสวรรค์ อยู่ที่ใจเท่านั้น อันนี้ก็เป็นอีกเหตุผลอันหนึ่ง อันเนื่องด้วย ทุกข์  ซึ่งไม่เป็นที่พึึงปรารถนาของคน ก็บอกว่ามันเป็นนรก และเมื่อไรมีความสุขก็บอกว่ามันเป็นสวรรค์

        หลาย ๆ ท่านก็พูดว่า  พระพุทธเจ้าตรัสว่าอนัตตา ก็เข้าใจว่าเมื่อคนตายแล้วก็ดับสูญ เมื่อดับสูญแล้วจะเอาวิญญาณอะไรไปตกนรกหรือขึ้นสวรรค์ อันนี้คิดว่า เขาเข้าใจผิดเพี้ยนไป คำว่า อนัตตา แปลว่า ไม่มีอัตตาที่เที่ยงแท้ ทุกสิ่งทุกอย่างไม่สามารถคงทนอยู่ได้

        คำว่าอัตตามีอยู่ แต่ความมีอยู่ของอัตตา ไม่ใช่อัตตาที่แท้จริง คล้าย ๆ ก้อนน้ำแข็ง ก้อนน้ำแข็งมีอยู่ใช่ไหม แต่มีอยู่ไม่นานก็ละลายไป มีอยู่อย่างไม่เที่ยง ดังนั้นจึงใช้คำว่าอนัตตา

        ตอนนี้ย้อนมาถึงวิญญาณ เมื่อคนยังไม่ตายวิญญาณย่อมมีอยู่ เมื่อคนตายลงวิญญาณย่อมดับลง แต่ก่อนที่มันจะดับมันได้ส่งพลังงานออกไป และมี กรรมเป็นเหตุปัจจัย ให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ขึ้น ทำนองพ่อส่งให้ลูก ลูกส่งให้หลาน เป็น กรรมพันธ์สืบต่อกัน เพราะฉะนั้น ดวงวิญญาณเก่าก้ดับไป แต่ก่อนจะดับมันจะส่งผลของพลังงานไปไว้ กับวิญญาณดวงใหม่ที่จะเกิดขึ้น  ดังนั้น ดวงใหม่เกิดขึ้น ก็ต้องอาศัยดวงเก่าเป็นสมุฏฐาน  คล้าย ๆ ไฟ  เราจุดเทียนไว้เล่มหนึ่ง แล้วมีคนเอาเทียนอีกเล่มหนึ่งมาต่อ ไฟจากเทียนเล่มหนึ่งกับไฟจากเทียนเล่มที่มาต่อ เป็นไฟคนละเล่ม แต่ไปเล่มใหม่ก็มาจากไฟเล่มเก่าฉันใด

        วิญญาณดวงเก่าที่ดับไปก็เป็นเชื้อให้เกิดวิญญาณดวงใหม่ ในภพใหม่ จะเป็นวิญญาณในนรกภูมิ หรือมนุษยภูมิ  หรือ สวรรคภูมิ  ก็สุดแท้แต่กรรมที่เราได้ทำไว้ในชาติที่แล้ว

        ลักษณะอีกอย่างหนึ่งของหนังสือเล่มนี้ก็คือ  เป็นลักษณะแบบเทวนิยม ซึ่งต่างจากศาสนาพุทธ เพราะศาสนาพุทธขึ้นต้นตั้งปัญหาว่า  ทุกข์นี่มาแต่ไหน  จะดับทุกข์ด้วยประการใด  ซึ่งต่างจากศาสนาอื่น ก็คือว่า เขาถามว่าโลกมาแต่ไหน วิญญาณนี่สืบมาจากใคร  ใครเป็นผู้สร้างวิญญาณ  ปัญหาเพ่งออกไปข้างนอก ไม่ว่าจะเป็นเทวนิยม หรือไม่เป็นเทวนิยม ก็ตาม  หนังสือเล่มนี้ไม่ทำให้โลกยุ่ง ไม่ทำให้ท่านทุกข์ แม้นพระพุทธเจ้าเองเคยตรัสถามแก่พระสาวกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลาย  กับ  ใบไม้ในกำพระหัตถ์นี่  ใครจะมากกว่ากัน  พระสาวกทูลบอกว่า ใบไม้ในป่าประดู่ลายมีมากกว่าพระเจ้าข้า  จะเห็นได้ว่า  สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้นำมาสอนมีมากมายเหลือเกิน และที่สอนให้ก็มีจำนวนน้อย ทำไมจึงไม่สอนเล่า ก็เพราะว่าสิ่งเหล่านั้น ไม่เป็นเบื้องต้นของพรหมจรรย์  ไม่เป็นไปเพื่อคลายกำหนัด ไม่เป็นไปเพื่อละกิเลส  ไม่เป็นไปเพื่อนิพพิทา  เพื่อวิราคะ เพื่อนิโรธะ  เพื่อนิพานะ  เพราะปัญหาเหล่านั้นเป็นอจินไต โลกจินตา ถือเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะคิด คิดแล้วมีส่วนแห่งความเป็นคนบ้า หาทางที่จะอินติมะ  (ทางสูงสุด)  ไม่ได้

        ดังนั้น  สิ่งสำคัญที่สุด ถ้าท่านได้พิจารณาคำพูดของพระอรหันต์จี้กง  ที่พูดในตอนต้น ๆ ของทุก ๆ ตอน ท่านจะได้รับความรู้จากธรรมะ อันเป็นแก่นสาร  สำหรับการดำรงชีวิตที่ดี อีกทั้งสอนให้ เลิก  ละ   ลด  และเลิกจากอบายมุข  กิเลส  ทั้งปวงได้ เพื่อให้มนุษย์พ้นจากอบายมุข  ขุมนรก  เป็นอย่างน้อย สำหรับท่านที่มีบารมีสูง  ท่านก็อาจเป็นพระอริยเจ้า บรรลุโสดาบัน สกินาคามี อนาคามี และอรหันต์ เป็นที่สุดไปสู่ พระนิพพาน

        ที่กล่าวเสียยืดยาว  ก็เพื่อประโยชน์ที่ท่านผู้อ่าน จะได้รับเป็นที่ตั้ง ส่วนใครจะปฏิเสธก้ไม่ถือเพราะทุกคนเป็นผู้สร้าง วิถีแห่งตน 

        สุดท้าย  ขออวยพรให้ ท่านทั้งหลายปราศจากทุกข์ ภัยอันตรายทั้งปวง

        ส่วนท่านที่สร้างกุศล ก็ขอให้กุศลผลบุญ จงเป็นพลวปัจจัย ให้ท่านได้บรรลุนิพพานเทอญ

                                                              สวัสดี

                                                        ท.พ. บัญชา  ศิริไกร

                                                   23  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2529         
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/11/2011 เวลา 23:38 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


:: ความเป็นมา

        ผมได้รับหนังสือเที่ยวเมืองนรกฉบับภาษาจีน  เมื่อปี พ.ศ. 2524  จากคุณมนทิรา  ติยะวัชราพงษ์  รู้สึกซาบซึ้งในเนื้อหา สาระ  น่าที่จะได้เผยแพร่แปลเป็นภาษาไทย ก็ได้ปรารภกับคุณมนทิรา อีกครั้ง ทราบว่าได้ให้คนแปลแล้ว และได้ให้เพื่อน ๆ อ่านดู  ปรากฏว่าไม่ค่อยรู้เรื่อง  เพราะสำนวนและศัพท์บางคำหาคำไทยไม่ได้  ข้าพเจ้าจึงขันอาสาว่าจะลองแปลดู และขัดเกลาสำนวนให้เป็นไทย ๆ  อาจจะติดศัพท์ที่เป็นชื่อของเทพเจ้า  ที่ผู้แปลไม่ทราบจริงว่าจะเทียบเคียงกันอย่างไร

        หนังสือเที่ยวเมืองนรกเล่มนี้ ได้พิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก เมื่อปี พ.ศ. 2525  ด้วยจำนวนเพียง  1,500  เล่ม  ปรากฏเป็นที่ชื่นชอบของท่านผู้อ่านมากจึงได้ทำการพิมพ์ต่อ ๆ มาอีกหลายครั้ง นี่เป็นการพิมพ์ครั้งที่  7  แล้ว  จำนวนเล่มอาจลดน้อยลงบ้าง เนื่องจากภาวะเศรษฐกิจในปีนี้ไม่สู้ดี ท่านผู้มีจิตศรัทธาที่บริจาคทุนทรัพย์ก็ลดน้อยลง  แต่เนื่องจากมีผู้ขอมาเป็นจำนวนมากอยู่ ข้าพเจ้าและเพื่อน ๆ จึงพยายามจัดพิมพ์ขึ้นมาอีกครั้งหนึ่ง

        การจัดพิมพ์ใหม่ครั้งนี้  ข้าพเจ้าได้แก้ไขข้อบกพร่องและที่ผิดพลาดจากการพิมพ์ครั้งก่อน ๆ ด้วย  และได้พยายามแต่งเป็นบทกลอน ตามต้นฉบับภาษาจีน ซึ่งครั้งที่ผ่าน ๆ มา ได้ถอดความเป็นร้อยแก้ว  เพื่อที่จะรักษาความหมายให้ได้ครบถ้วนบาทต่อบาท เหมือนความต้นฉบับเดิม  จึงทำให้ความคล้องจอง และสำนวนไม่ดีนัก  อีกสาเหตุนี้  ผู้แปลเป็นผู้ด้อยในภาษาจีนและไทยเป็นอันมาก ที่ทำไปเพราะมีจิตศรัทธาเป็นที่ตั้ง  อีกทั้งอยากให้หนังสือเล่มนี้ เป็นเครื่องปลอบเตือนสติเพื่อนร่วมโลก ให้ประพฤติอยู่ในศีลธรรม อันดีงาม  เพื่อความสงบสุขของสังคมและประเทศชาติ

        อย่างไรก็ตาม แม้จะแก้ไขคำผิด ข้อบกพร่องต่าง ๆ แล้วก็ยังมีที่ผิดอีกแน่นอน เพราะข้าพเจ้าได้พิสูจน์อักษร เพียงครั้งเดียวเท่านั้น  ดังนั้นคำผิดที่ยังหลงเหลืออยู่ ก็ขออภัยท่านผู้อ่านด้วย

        สุดท้าย  ข้าพเจ้าขอเชิญชวนท่านผู้อ่านที่ชอบและซาบซึ้งในหนังสือเล่มนี้ ช่วยเผยแพร่ให้กว้างขวางต่อไป

        จะเป็นทานกุศล และกรรมดีที่ประเมินค่ามิได้

                                                      ด้วยความปรารถนาดี

                                                         บัญชา  ศิริไกร

                                               23  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2529
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 19/11/2011 เวลา 23:39 น.
โดย ติ๊กน้อย
»


                             ประวัติ พระอรหันต์จี้กง

        อรหันต์จี้กง                             ทรงเมตตาช่วยชาวโลก
ให้พ้นเคราะห์คลายโศก                        สุขสันติประเสริฐล้ำ
กิริยาวาจา                                       เป็นปริศนาช่วยชี้นำ
ท่านชอบเสแสร้งทำ                            กระตุ้นจิตบรรลุธรรม

        พระนามเิดมของท่าน คือ  ซิวอ้วง  แซ่ลี้  เป็นชาวเมืองเทียนไถ เกิดในสมัยราชวงศ์ซ้อง ท่านได้บวชอยู่ที่วัดเล่งอุ้ง  ตำบลไซโอ้ว  เมืองหางโจว ประเทศจีน และใช้พระนามทางศาสนาว่า เต้าจี้  ท่านโปรดสัตว์โลกโดยวิธีพิศดาร จนชาวบ้านขนานพระนามว่า "พระสติเฟื่อง " (จี้เตียง)  ท่านเป็นองค์อวตารของพระอรหันต์ ได้บรรลุพระธรรม 3 ประการ  ที่สำคัญได้แก่ "สรรพสิ่งเกิดจากจิต  ท่านยึดมั่นแต่พุทธจิต ไม่คำนึงถึงเครื่องทรงภายนอก ดังคำกล่าวว่า "รักษาศีลทางจิต  ไม่ถือศีลทางปาก  ปฏิบัติตนตามสบาย"   (หมายความว่า  พระภิกษุในประเทศจีนต้องฉันเจ ไม่ฉันเนื้อสัตว์ ท่านไม่เคร่งครัดกับการฉันอาหาร สุดแท้แต่โอกาส)  ที่ท่านประพฤติเช่นนี้  เพราะว่าในสมัยนั้นได้แต่ถือศีลปาก  คือฉันเจ แต่ไม่รักษาศีลทางใจ  เพื่อเป็นการสอนธรรมะโดยใช้วิธีรุนแรง เหมือนเอาไม้กระบองตีให้เจ็บจนรู้สึก ท่านพยายามทำให้ภิกษุสมัยนั้นให้ตื่นจากผู้ติดอยู่ในพิธีกรรม ให้มาพิจารณาทางวิปัสสนาธุระ

         ท่านมีอิทธิฤทธิ์กว้างไกล โปรดช่วยมวลมนุษย์มากมาย โดยอาศัยวิธีการต่าง  เพื่อช่วยให้ชาวบ้านพ้นภัย ช่วยกอบกู้พวกที่ดูภายนอกเหมือนผู้มีบุญ  แต่ใจบาป  กลั่นแกล้งจนเขาเหล่านั้นรู้สึกสำนึกตัว  และกับผู้ที่โหดร้ายทารุณ จะถูกตอบโต้จนไม่สามารถจะอยู่ต่อไปได้ ทำให้ประชาชนอยู่อย่างสงบสุข ดังนั้น ทุกผู้ทุกนามจึงสรรเสริญว่าเป็น "พระศักดิ์สิทธิ์" เหมืิิอนพระพุทธที่ยังมีชีวิต ซึ่งไม่ใช่สิ่งธรรมดาสามัญ  แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นแล้วจริง ๆ

        พระอรหันต์จี้กงเคยอยู่วัด "เจ็งซื้อ"  ต่อมาวัดนี้ถูกไฟไหม้ จำเป็นต้องได้รับปลูกสร้างขึ้นใหม่ ซึ้งต้องการได้ไม้จากเขา "เงี้ยมเล้ง"  ท่านแสดงอิทธิฤทธิ์ปาฏิหาริย์  โดยใช้จีวรกลางออกไป ฉับพลันนั้น จีวรก็ปกคลุมเขาเงี้ยมเล้งทั้งหมด ไม้จากเขาถูกถอนขึ้นมาหมด  แล้วถูกนำลงแม่น้ำ ล่องมาสู่เมืองหางโจว เสร็จแล้วท่านก็มาบอกชาวบ้านว่า  ไม้ที่จะใช้ก่อสร้างนั้นบัดนี้อยู่ในบ่อธูป (บ่อธูปนี้เป็นบ่อที่ขุดขึ้น ใช้สำหรับเทขี้ธูปและก้านธูป)  ทั้งพระและชาวบ้านต่างไปดูที่บ่อธูป ก็ปรากฏว่าเป็นเช่นนั้นจริง สิ่งที่เล่าต่อ ๆ กันมานี้ ยังมีหลักฐานปรากฏอยู่อีกมากมาย

        พระอรหันต์จี้กงได้นั่งสมาธิ จนเข้าฌานปลงสังขาร ในรัชสมัยพระจักรพรรดิ  "เกียเตีย"  อัฐิของท่านบรรจุไว้ในเจดีย์  "เสือผ่าน"  ก่อนที่ท่านจะปลงสังขาร  ท่านได้ให้ปริศนาธรรมไว้ว่า "หกสิบปีมานีี  กำแพงตะวันออกล้มตีกำแพงตะวันตก รวบรวมจนถึงบัดนี้  ก็ยังคงเหมือนเดิม ท้องน้ำก็ยังคงจรดขอบฟ้าเช่นเดิม"  หลังจากท่านปลงสังขารแล้วไม่นาน ก็มีพระภิกษุรูปหนึ่งได้พบพระอรหันต์จี้กงนั่งอยู่ใต้เจดีย์ ชื่อ  "หลักฮั้ว"  และยังได้ฝากหนังสือไว้บทหนึ่งว่า "หวนรำลึกสมัยก่อน มีศรยิงมาทางด้านหน้า ถึงบัดนี้รู้สึกหนาวเหน็บกระดูกไปทุกขุมขน เนื่องจากไม่มีใครรู้จักหน้าตาแล้วยังขึ้นไปวิ่งเล่นบนดาดฟ้าหนึ่งรอบ"  ที่ท่านลงมาอีกครั้งเป็นเพราะประสงค์ของมหาโพธิสัตว์

        ตลอดพระชนชีพของท่าน ได้ช่วยเหลือและอบรมชาวบ้าน โดยวิธีเสแสร้งต่าง ๆ กันมาตลอดเวลาโดยไม่มีอุปสรรค ตัวท่านเป็นพระภิกษุ และมีจิตเป็นมหาโพธิสัตว์ ท่านมีแต่จีวรขาด ๆ รองเท้าขาด ๆ คู่หนึ่ง  โดยไม่สนใจว่ามันจะเปื้อนโคลนหรือไม่  มือก็ถือพัดเล่มหนึ่ง  ไม่กลัวทั้งที่ต่ำและที่สูง ศรีษะก็โล้น  ลมก็ไม่พัด  ฝนก็ไม่ตก  ไม่ต้องมีย่าม  ไม่ต้องบิณฑบาต  เพราะไม่หิวไม่กระหาย  ไม่ต้องแต่งองค์  เพราะศรีษะไม่มีผม  พบใครก็เอาแต่ยิ้ม  เพื่อจะได้แผ่บุญ  ไม่หลบสังคม  ค้นหาเสียงทุกข์เพื่อจะให้ช่วยเหลือ ชาวบ้านนับถือ ทุกครัวเรือนมีแต่พระอรหันต์  หลักการของท่านพระภิกษุทั่วไปไม่ชอบ เนื่องจากความไม่สำรวมของท่าน ทำให้พระภิกษุที่มีความรู้ รู้สึกเสียหน้า  ไม่สบายใจ  ดังนั้น พระภิกษุผู้ใหญ่จึงไม่กล่าวขานถึง ไม่พูดถึงความศักดิ์สิทธิ์ของท่าน

        สืบเนื่องจากพระอรหันต์จี้กงมีเมตตาจิตไม่ถือสา การปรากฏตนของท่านเอาแน่นอนไม่ได้  กิริยาวาจาล้วนเป็นปริศนาธรรม ซึ่งทำให้ธรรมะของท่านเป็นที่กล่าวขาน จนได้รับการยกย่องว่าเป็นอาจารย์ทางพระกัมมัฏฐาน แม้ว่าท่านจะละสังขารจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม แต่ธรรมะของท่านยังมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เสมอมา ดังนั้น จึงได้สมัญญาว่า  เป็นพระพุทธที่ยังมีชีวิตอยู่  ก็เนื่องด้วยเหตุฉะนี้ 

        ในสมัยกลียุค มวลชนหลงไหลอยู่ในกิเลส วนเวียนอยู่ในทะเลทุกข์ อรหันต์ใจร้อนรนและเพื่อจะกอบกู้ชาวโลกอีกวาระหนึ่ง ท่านจึงยอมลงมาประทับทรง ที่  "สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง"  นี้  โดยเอาวิญญาณคุณหยางเซิงไปเที่ยวเมืองนรก เปิดเผยความลี้ลับของยมโลก เพื่อปลอบเตือนชาวโลก

        ชาวโลกนับว่าโชคดี ดังอาบน้ำฝนอันศักดิ์สิทธิ์ ออกจากทางมารโดยตลอด  สาธุ !  หนังสือเล่มนี้สำเร็จลง สืบทอดนับหมื่นปี อันนับว่าเป็นผลงานของท่าน

บทสรรเสริญ   :

        เริ่มแรกต้องตีหัว                              เพื่อปลุกตัวตื่นจากหลง
ยิ้มยื่นดอกไม้ดง                                      ยังคงเป็นปริศนาธรรม
ชีวิตคือละคร                                          สะท้อนได้เหมือนจริงจัง
สรรพสิ่งสู่จิตดัง                                       ท่องสวรรค์แลยมบาล   

                              เที่ยวเมืองนรก 

                  เทวโองการจากท่านเง็กเสียงอ๊วงเตี่

        ประธานสำนักเซี้ยเฮี้ยวตึ้ง  เทพกวงเฮงประทับบนอาสนะ ประกาศเทวโอการของท่านเ.้ฏเสียงอ๊วงตี่ ขณะนี้ เทวโองการจะเสด็จลงแล้ว สั่งให้ผู้ว่าการเมืองออกจากตัวเมือง 5 ลี้*  (หน่วยวัดระยะทางของเมืองจีน 1 ลี้ = 555.55 เมตร)  เจ้าโชค เจ้าชัยออกจากสถานที่ 10 ลี้  เพื่อทำการต้อนรับศิษย์ทั้งหลายให้ทุกท่านตั้งอยู่ในความสงบสมาธิ ตั้งแถวคอยรับเสด็จ

        ท่านเสนาบดีฉี แห่งพระราชวังฝ่ายใน ลงประทับทรงกล่าวเป็นความว่า  :

        เง็กเสียงอ๊วงตี่              ทรงห่วง             วิญญาณชน
เสียงสวดมนต์                      สวดพร่ำ              ไม่ขาดสาย
ถึงเดือนแปด                       จันทร์สาดส่อง       งามพร่างพราย
แต่งเครื่องกาย                     น้อมรับ                ราชโองการ

        ความในเทวโองการ   :   ราตรีนี้จะประกาศเทวโองการ  ให้เจ้าและมวลมนุษย์ทั้งหลายกราบลงคอยฟังเทวโองการ  ได้รับเทวโองการด้วยเกล้า เนื่องจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่เซียนหลิงเกาลั้งตี้ ตรัสมีความว่า   ข้าสถิต  ณ  เบื้องสวรรค์มีความห่วงใยในมวลมนุษย์ เมื่อเห็นฝุ่นละอองเหลืองอร่ามปกคลุมทั่วพิภพ ศีลธรรมจรรยาธรรมเสื่อมทรามสูญสลาย ฝ่ายชายไม่ประพฤติในทางซื่อสัตย์กตัญญู  ฝ่ายหญิงไม่รักนวลสงวนตัว กล่าวหาว่าสิ่งศักดิ์สิทธิ์เป็นสิ่งไร้สาระ  ไม่เคารพต่อเทวดาอารักษ์  จึงเป็นเหตุให้สังคมเสื่อมทรามเลอะเทอะ ความสัมพันธ์อันดีงามของมนุษย์ขาดสะบั้นลง  สร้างความสะเทือนอารมณ์แก่ข้าฯ  เป็นที่ยิ่ง  แต่ข้า ฯ  ไม่อาจจะทนดูทอดทิ้งโดยไม่ช่วยกอบกู้ให้พ้นจากขุมนรกได้  ณ  บัดนี้  ได้ทรงตรวจพบว่า สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแห่งเมืองไถ่ตง ซึ่งขึ้นตรงต่อมณฑลไต้หวัน ได้เปิดบรรยายประกาศธรรมะมาจนถึงทุกวันนี้  ได้ทุ่มเทสิ้นเปลืองกำลังคนและกำลังเทพยดาอย่างมากมาย ได้ผลแห่งการกอบกู้ช่วยเหลือชาวโลก  และปัจจุบันได้อาศัยวารสาร  " เซี้ยเฮี้ยงตึ้ง "  ช่วยชักจูงผู้ล่มหลงกิจการในการรับประทับทรงจึงเจริญรุ่งเรืองขึ้นเป็นลำดับ งานกุศลอันศักดิ์สิทธิ์นี้เป็นที่เลื่องลือกระฉ่อนมาก  ดังนั้น  ข้าฯ  จึงมีคำสั่งให้แต่งหนังสือขึ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยให้ชื่อว่า  " เที่ยวเมืองนรก "  และได้สั่งให้พระอรหันต์จี้กง นำพาวิญญาณของนักทรงเอกนายหยางเซิง  ไปท่องนรก  10  ขุม  เผยสภาพการณ์ในแดนนรกให้ชาวโลกได้รับทราบไว้ ให้ผู้คนได้รู้เห็นวิญญาณโทษที่ตกอยู่ในแดนนรกที่มีความทุกข์ทรมานอย่างไรบ้าง เพื่อผลแห่งการปลอบเตือนชาวโลก หนังสือเล่มนี้เป็นหนังสือวิเศษสุด  เนื่องจากได้ซึ้งในความกตัญญูอันบริสุทธิ์ของศิษย์ทั้งหลายในสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง  จึงได้สั่งให้รับภาระอันยิ่งใหญ่นี้ หวังว่าท่านจงตั้งจิตให้มั่นคง ประกาศธรรมแทนฟ้าสวรรค์โดยได้สั่งให้ด่านต่าง ๆ ในแดนนรกว่า หากมีศิษย์ท่องเที่ยวจากสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งไปเยือนแล้ว ให้เปิดประตูต้อนรับ ช่วยเสริมสร้างตำราทองเล่มนี้  ผู้ใดที่ฝ่าฝืนคำสั่ง จะต้องถูกทำโทษอย่างหนักโดยทั่วถึง เมื่อได้รับทราบเทวโองการนี้แล้ว ในวันเวลาที่ประทับทรงท่องนรกแต่งหนังสือ ให้ทุกท่านเข้าใจความมุ่งหมายแห่งสวรรค์ และปฏิบัติตามคำสั่ง  เมื่อหนังสือได้แต่งเสร็จสรรพเรียบร้อยแล้ว จะมีรางวัลในความดีความชอบ จงอย่าขัดคำสั่งของข้าฯ 

                            เที่ยวเมืองนรก 

                 คำอนุโมทนาของพระบุพวิสุทธิเทพ

                         (ไท้เสียงบ้อเก๊ก)

        พระบุพวิสุทธิเทพ  เสด็จลงตรัสเป็นกลอนว่า  :

        ชีวิตคนผ่านพ้นไปคล้ายความฝัน
สะสมทรัพย์ทุกวันไว้คอยถ่วง
กามคุณเกาะกุมติดตามทวง
ลาภยศลวงให้หลงไปตามกัน
คลื่นตัณหากระหน่ำซ้ำเป็นระลอก
ความกลับกลอกของโลกีย์ชี้อาสัญ
สิ้นชีวิตทุกข์ติดตามทุกวี่วัน
หมดทุกข์พลันหน้าเบิกบานแบบกวนอิม

        ย้อนทวนถึงสมัยบุพกาล ในขณะที่สรรพสิ่งในพิภพยังอยู่ในสภาพปกติ วิญญาณดั้งเดิมยังคงรวมอยู่ในอากาศธาตุ อยู่อย่างสะดวกสบายเป็นตัวของตัวเอง ตกมาถึงตอนเปิดแยกออกเป็นฟ้าดินแล้ว มนุษย์จึงอาศัยอากาศธาตุอันบริสุทธิ์ ลงมาเกิดในพิภพ  นิสัยใจคอของมนุษย์ในสมัยแรกเริ่มนั้น บริสุทธิ์งดงามมาก  ด้วยเหตุนี้เมื่อตายลงแล้ว จึงได้กลับไปยังสถานที่บริสุทธิ์แหล่งเดิม ต่อมาฝุ่นไอดินแห่งมนุษยโลกปกคลุมหนาขึ้น ความประพฤติจึงกลับกลายไปในทางชั่ว ถึงสมัยกลางจิตใจคนเกิดความเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง  ดังนั้น สวรรค์ท่านจึงจัดตั้งนรกขึ้นเป็นกรณีพิเศษ เป็นสถานที่อบรมบ่มนิสัย แต่เนื่องจากมวลมนุษย์ได้ติดนิสัยที่ชั่วช้าเลวทราม ยิ่งจมดิ่งลงทุก ๆ ขณะ ทำให้ในนรกเกิดมีสภาพที่ล้นหลามด้วยพวกวิญญาณโทษ ท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ มิอาจทนดูมวลชนต้องถูกทรมานในนรกอย่างล้นหลาม จึงได้แผ่เมตตาจิตด้วยแสงสว่าง คือ อนุญาตให้มีการเปิดเผยถึงการลงโทษในแดนนรกขึ้น เพื่อเป็นการเตือนสติมวลมนุษย์ หวังว่าให้ชาวโลกได้กลับเนื้อกลับตัว ไม่ให้ไปเดินซ้ำรอยเก่าที่ชนรุ่นก่อนได้ทำเอาไว้ และหวังให้ได้กลับไปในทางดั้งเดิมอันบริสุทธิ์ ไม่ต้องไปทรมานในห่วงแห่งเวียนว่ายตายเกิดอีก

        ขณะนี้ ทราบว่าสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง  ได้ตระหนักซึ้งถึงเจตนาของสวรรค์ จึงได้ทำการรับประทับทรงให้ การบรรยายประกาศธรรมขึ้นมาเป็นเวลาหลายปีแล้ว และมีหลักการถูกต้องอันบริสุทธิ์ เผยแพร่ธรรมะอย่างสุดพลกำลัง จึงได้รับคำสั่งจากท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่ ให้มีภาระหน้าที่ ท่องนรก  เพื่อแต่งหนังสืออันใหญ่ยิ่งนี้ และได้สั่งให้พระอรหันต์จี้กง นำพาวิญญาณของหยางเซิง ไปท่องนรก  เก็บหาข้อมูลจากแต่ละขุม โดยได้ให้ อี้ซี่ทงจื่อ เป็นผู้ถือพู่กันวาดเขียน และอาศัยทิพยเนตรถ่ายทอดภาพที่ได้รับมาจากแดนนรก เขียนเป็นตัวอักษรต่อเหตุการณ์ที่ได้เห็นในขณะนั้น ๆ มาแต่งเป็นหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก"  เผยถึงความลี้ลับในยมโลก ซึ่งความสามารถนี้แม้ภูตผีเทวดาก็ยังมิอาจจะทราบเท่าใด เป็นสิ่งที่หาดูได้ยากในโลกปัจจุบันกาลนี้

        การนี้ใช้เวลาถึง 2 ปี มาสำเร็จลุล่วงในวันนี้ ชาวโลกผู้ที่ได้อ่านหนังสือนี้แล้ว ได้สำนึกและกลับเนื้อกลับตัว ละความชั่ว ทำความดี ขยันเดินในทางไปสู่สวรรค์ หากทุก ๆ คนได้ทำตามนี้แล้ว นรกนั้นก็จะถูกละทิ้งสิ้นซากไป ทุก ๆ ชีวิตจะได้เข้าสู่แดนสุขาวดีโดยทั่วถึงกัน ข้อมูลคดีที่เขียนลงในหนังสือเล่มนี้ ล้วนถูกต้องเหมาะสมกับกฏหมายของโลกมนุษย์  จึงนับว่าเป็นหนังสือที่ช่วยชาวโลกอันประเสริฐ ประกอบด้วยศักดิ์ศรีอันสูงส่งที่ไม่มีผู้ใดจะลบหลู่ดูหมิ่นได้ ขอให้ท่านผู้อ่านจงช่วยเผยแพร่ ปลอบเตือนผู้อื่นให้มาก ๆ  มีจิตศรัทธาพิมพ์แจกให้ชาวโลกได้อ่านทั่วถึงกันแล้ว หากประสงค์อยากได้สิ่งใด จะได้รับการสนองตอบอย่างศักดิ์สิทธิ์ หวังในความเข้าใจของผู้ที่มีจิตมุ่งหวังในทางดี จงตระหนักให้ซึ้ง จึงกล่าวเป็นอนุโมทนาด้วยประการเช่นนี้

                               บุพวิสุทธิเทพ

         ประทับทรง  ณ  สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ไต้หวัน

                    ลงวันที่  19  พฤษภาคม  พ.ศ. 2521