เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:


ตอบ

ชื่อ:
อีเมล์:
หัวข้อ:
ไอค่อนข้อความ:

Verification:
5+สาม ได้เท่าไหร่ตอบเป็นตัวหนังสือ:

shortcuts: กด alt+s เพื่อตั้งกระทู้ หรือ alt+p แสดงตัวอย่าง


สรุปหัวข้อ

ข้อความโดย: YinYang
« เมื่อ: 08/01/2019 เวลา 11:40 น. »

                        เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 40  วันที่  19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520

                 ตอน  ท่องแดนตาข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

               อิงแอบกาย        ที่เมื่อยเปลี้ย        ในราตรี
ประสาทศรี                        ศักดิ์สิทธิ์            ใหม่ผ่องแผ้ว
กวาดล้างเสีย                     ฝุ่นละออง            ชะบาปแล้ว
คนไม่แคล้ว                       ต้องลำบาก          ทำไมหนอ 

อรหันต์จี้กง   :  ตัวปลิงมีอีกชื่อหนึ่งเรียกว่า "หม่าม้อ" (ปลิงใหญ่ชนิดหนึ่ง)
มีชุมที่สุดในหนองน้ำร่องลึก พอมันเกาะอยู่กับตัวคนโลหิตจะถูดดูดกินจนหมดเกลี้ยง ชาวโลกหวาดกลัวยิ่งนัก ตัวตั๊กแตนเป็นพวกทำลายต้นข้าวเป็นแมลงที่ให้โทษ แมลงตั๊กแตนฝูงหนึ่งสามารถกัดกินต้นข้าวทั้งปวงให้เหลือแต่ซาก บัดนี้ตัวตั๊กแตนทั้งฝูงกำลังดูดกินมันสมองของวิญญาณโทษอยู่

พัศดี   :  เนื่องจากตัวตั๊กแตนเลือกกินแต่น้ำหล่อเลี้ยงใบต้นข้าวโดยเฉพาะ วันนี้มันมาแปลงกายเกิดอยู่ในนรก จึงดูดกินแต่มันสมองของคนซึ่งเป็นของเหลวสีขาวเช่นเดียวกัน

หยางเซิง   :  น่าสะพรึงกลัวเป็นที่ยิ่ง ข้าพเจ้าเห็นแล้วทำให้หัวใจชักอ่อนแรงลง หายใจครึดครากมือเท้าอ่อนนุ่มหมดเรี่ยวแรง

อรหันต์จี้กง   :  มิต้องหวั่นกลัว เราท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือ ซึ่งมาตามพระราชโองการ มีข้าฯอยู่เป็นเพื่อนด้วยทำใจให้กล้าเถิด

พัศดี   :  ท่านทั้งสองโปรดรอสักครู่ ข้าพเจ้าจะให้วิญญาณโทษ 2- 3 ตนมาบอกเล่าหลักฐานในคดีที่มันก่อขึ้น

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีมาก แต่ขอให้เร็วหน่อย และต้องเอาตัวปลิงเกาะวิญญาณโทษนั้นออกหมด ข้าพเจ้ากลัวสิ่งนี้เป็นที่สุด

พัศดี   :  ได้ครับ !  ท่านคอยสักครู่นะครับ...สิ่งร้ายสองสิ่งได้เอาออกหมดแล้ว ท่านหยางเซิงมิต้องตกใจ  สั่งให้วิญญาณโทษ 2 ตนนี้สารภาพเรื่องไม่ดีที่ทำไว้ตอนมีชีวิตอยู่ ที่ต้องมารับโทษที่นี่ด้วยเหตุใด ๆ ท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองมนุษย์ ได้มายังยมโลกเพื่อรวบรวมพยานหลักฐานแห่งการทำชั่ว แกทั้งสองจงร่วมมือสารภาพออกมา เพื่อเอาไปปลอบเตือนชาวโลก

วิญญาณโทษ   :  ตอนอยู่ในแดนมนุษย์ผมเป็นตุลาการผู้พิพากษา ดำเนินการพิจารณาคดีความ เนื่องจากได้รับสินบนจากฝ่ายจำเลยเป็นเหตุให้คดีดำเนินและตัดสินไปโดยไม่ยุติธรรม จึงเกิดการทำให้คนติดคุกโดยปราศจากความชอบธรรมแห่งขบวนความ ตอนนั้นได้รับทรัพย์สินเงินทองที่ไม่ชอบด้วยกฏหมายไม่น้อย แม้ว่าจะเคยได้ยินผู้คนพูดว่า "มันเป็นตุลาการแล้วไม่อยู่ในความยุติธรรม ละโมบทรัพย์ตัดสินไม่เที่ยงตรง เมื่อตายลงแล้วย่อมได้รับกรรมสนองตอบ" แต่บางครั้งใจก็คิดว่า ในชาตินี้ขอให้ร่ำรวยมียศศักดิ์ศรี มีอำนาจบาทใหญ่ชาติหน้าจะเป็นฉันใดก็ช่างหัวมัน เมื่อตายลงแล้วผ่านหอกระจก (กรรม) วิเศษฉายปรากฏออกซึ่งเหตุการณ์คอร์รัปชั่น หรือการตัดสินที่ผิดศีลธรรมไม่เที่ยงตรง ล้วนถ่ายออกมาเป็นฉาก ๆ ดังภาพยนตร์เห็นอย่างแจ่มแจ้งชัดเจนต่อหน้าต่อตา นอกจากรับการลงโทษจาก "นรกอุจจาระ ปัสสาวะแล้วยังส่งขุมที่ 6 นี้อีก ท่านเปียงเซี้ยอ๊วง ตวาดว่าตัวผมเป็นผู้พิพากษาตุลาการ รู้กฏหมายถือกฏหมายทำผิดกฏหมายโทษฐานนั้นยิ่งใหญ่หนักหนา ตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่ใน "นรกตาข่ายหนามตั๊กแตนเจาะ" รับความทรมานทุกวี่วัน ต้องคลานไปภายใต้ตาข่ายหนามทั่วทั้งร่างกายโดนตัวตั๊กแตน ตัวปลิงเจาะกิน เจ็บปวดไปทั่วสรรพางค์กาย พลังกายพลังใจแทบจะสูญสิ้นทลายลง ทรมานเหลือที่จะกล่าว

พัศดี   :  รู้กฏหมายแล้วทำผิดเอง เป็นการกระทำที่ดูหมิ่นดูแคลนกฏบัตรแห่งสวรรค์เป็นที่ยิ่ง ขอเตือนผู้รักษากฏหมายในเมืองมนุษย์ ควรถือเป็นแบบอย่างของท่านเปาปุ้นจิ้น เคร่งครัดซื่อสัตย์ เที่ยงธรรม ทำชนิดลงโทษคนดีไม่ปล่อยคนชั่ว เพื่อแผ้วถางสิ่งชั่วร้ายกำจัดทุจริตในสังคม แผ่เมตตาธรรมแทนฟ้าสวรรค์ ท่านจะได้บุญกุศลมหาศาล หากไม่ทำตามกฏวินัย เห็นแต่ได้ เสียความเที่ยงธรรม โลภรับสินบนเมื่อตายลงต้องรับโทษอย่างหนักจากแดนนรกแล้วจะมีผลพลอยให้ลูกหลานแหลนไม่เจริญไปด้วย  ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นมาแต่โบราณกาลแล้ว การตอบสนองนั้นล้วนจะไม่เข้าใครออกใคร วิญญาณโทษตนที่ 2 รีบเล่าความผิดที่สร้างไว้ในปางก่อน

วิญญาณโทษ   :  เนื่องจากผมมีร่างกายสูงใหญ่แข็งแรง ตอนอยู่เมืองมนุษย์เคยมีหน้าที่เป็นผู้คุ้มครองในบ่อนการพนันและสถานที่เริงรมย์ต่าง ๆ เรียกเก็บค่าที่คุ้มครองยังชีพไปวัน ๆ ก็ผ่านไปอย่างสุโขไม่น้อยจะกินจะดื่มมั่วกันสนุกสารพัด แต่หารู้ไม่ว่าตายลงแล้วท่านยมบาลตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่ในคุกนี้ ความทรมานนั้นหาที่เปรียบมิได้จริง ๆ แสนที่จะอเน็จอนาถเหลือประมาณ

พัศดี   :  อย่าปิดบังความชั่วอื่น ๆ อีกนะ ให้พูดออกมาเร็ว มิเช่นนั้นจะลงโทษให้หนักกว่านี้อีก

วิญญาณโทษ   :  ครับผม ผมจะพูด เนื่องจากผมใหญ่พอในสังคมมืด จึงไม่คิดจะอาศัยกำลังกายไปหากิน หากเวลาเงินทองขาดมือ ก็มักจะไปรีดไถเอาจากร้านที่ค้าขาย ทำอย่างนี้ทั้งปีทั้งชาติจนชีวิตจะหาไม่

อรหันต์จี้กง   :  บรรดาผู้คนที่ไม่ทำมาหาเลี้ยงชีพด้วยงานการสุจริต เอาแต่รีดไถเงินทองผูั้อื่นที่หามาด้วยหยาดเหงื่อเลือดเนื้อนั้นล้วนต้องมาลงเอยกันอีแบบนี้ทั้งสิ้น ขอเตือนชาวโลกจงสำนึกตัวตื่นขึ้นและกลับตัวกลับใจเวลาดึกมากแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนักได้

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลายที่ให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง เพราะเหตุว่าเวลาหมดลง เราขอลาก่อน

พัศดี   :  ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์เดินทางกลับสำนักเถิด...

อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 18/09/2012 เวลา 19:42 น. »

                       เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 40  วันที่  19  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520

                 ตอน  ท่องแดนตาข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

               อิงแอบกาย        ที่เมื่อยเปลี้ย        ในราตรี
ประสาทศรี                        ศักดิ์สิทธิ์            ใหม่ผ่องแผ้ว
กวาดล้างเสีย                     ฝุ่นละออง            ชะบาปแล้ว
คนไม่แคล้ว                       ต้องลำบาก          ทำไมหนอ

อรหันต์จี้กง   :  ทั้งภายในและภายนอกของสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง ได้รับการบูรณะปฏิสังขรณ์ตกแต่งลงเรียบร้อยแล้ว
รู้สึกว่าหน้าตาสดใสผ่องแผ้วสง่างามขึ้นเทพเทวาท่านชอบสถานที่ที่สะอาดหมดจด มวลชนที่ต้องการจะพบเห็นเทพเทวานั้น ต้องชำระล้างร่างกายจิตใจให้สะอาดเรียบร้อย มิเช่นนั้นตาทิพย์จะถูกปกปิดด้วยฝุ่นละอองยากที่จะมองทะลุทิวทัศน์บนสวรรค์ วันนี้เตรียมไปท่องแดนนรก เจ้าหยางเซิงขึ้นบนดอกบัวเสีย

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา !วันนี้เห็นท่านอาจารย์สดชื่นเบิกบานมาก มิทราบว่าท่านมีความสุขด้วยสิ่งใด?.

อรหันต์จี้กง   :  เมื่อมาถึงสถานที่ผผ่องแผ้วแห่งธรณีศักดิ์สิทธิ์ เห็นปราสาทอันทรงธรรมศักดิ์สิทธิ์ปราศจากฝุ่นละอองแม้แต่ผงธุลี  ความกลัดกลุ้มที่เกาะจับอยู่ในหัวใจจึงคลายออกจนหมดสิ้น ก็เลยเป็นสุขหายกังวล

หยางเซิง   :  ชาวโลกมักพูดว่า "เมื่อไม่เห็นก็นับว่าสะอาดหมดจด" ท่านอาจารย์มีความเห็นประการใด?.

อรหันต์จี้กง   :  พุทธเทพท่านสามารถทรงอำนาจแห่งความมั่นคงชนิดนี้ได้ แต่ปุถุชนจะไม่มีทางเสมอเหมือนได้ "มุมตาย" (มุมมืด) ที่ไม่สามารถมองเห็นนั้นมักจะสกปรกเหลือหลาย ประพฤติความชั่วร้ายในมุมมืด จะเรียกว่าเมื่อมองไม่เห็นให้ถือเป็นสะอาดหมดจดได้อย่างไรเล่า

หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์พูดสมเหตุสมผลมาก กระผมนั่งบนดอกบัวเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้แล้ว.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้วละ รีบลงจากดอกบัวเร็ว

หยางเซิง    :  วันนี้เรามาถึงที่นี่ เห็นแต่ยมทูตคุมตัววิญญาณโทษรุดไปข้างหน้า ยังไม่ได้ยินเสียงร้องจากการถูกทำโทษเลย

อรหันต์จี้กง   :  วันนี้เรามาเยี่ยมชม "ตาข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย" ก็เพราะว่าวิญญาณโทษเหล่านั้นที่รับการลงโทษให้ความทรมานอย่างเชื่องช้า จึงมีแต่เสียงครวญครางเจ้าจะได้เห็นโดยละเอียดหลังจากนี้สักครู่  นี่ก็ได้ใกล้กับประตูคุกอยู่แล้ว พัศดีกับนายทหารก็ได้มาคอยต้อนรับเราแล้ว

หยางเซิง   :  ขอแสดงความเคารพต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย ข้าพเจ้าพร้อมท่านอาจารย์มาเยี่ยมชมคุกของท่านในวันนี้ขอให้ความสะดวกด้วย

พัศดี   :  หามิได้ ! คุกนี้คือ "ตาข่ายหนามตั๊กแตนเจาะนรกน้อย" ซึ่งขึ้นกับท่านเปียงเซี้ยอ๊วงแห่งขุมที่ 6 สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแห่งเมืองไถ่ตง รับประทับทรงบรรยายธรรม มีบุญกุศลกว้างใหญ่ล้ำลึกยิ่งนัก คราวนี้ได้รับเทวโองการให้แต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" เปิดเผยเหตุการณ์ของยมโลกปลอบเตือนกอบกู้ชาวโลก ความบากบั่นอุตสาหะน่าสรรเสริญยิ่งนัก คุกเรานี้สามารถตีพิมพ์ลงในหนังสืออันมีค่าเปรียบเสมือนทองคำเล่มนี้ รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูง เชิญท่านทั้งสองเข้าไปชมดูภายใน

หยางเซิง   :  ขอบคุณมากที่ท่านพัศดีให้การแนะนำ โอย !ภายในคุกล้วนปูด้วยตาข่ายหนามแหลม เสมือนหนึ่งลวดหนามสิ่งกีดขวางในแดนมนุษย์ บนพื้นดินก็บุอีกชั้นหนึ่ง และมีน้ำขังเปียกชุ่มอยู่ ด้านบนก็มีอีกชั้นคุมไว้ด้วย ตัวตนยืนตรงไม่ได้ เวลาเดินต้องใช้คลานเอา พอเงยหัวขึ้นศีรษะและแผ่นหลังจะโดนหนามเหล็กทิ่มแทงบาดเจ็บ วิญญาณโทษแต่ละตนครวญเสียงอย่างหมดอาลัย เสื้อผ้าขาดวิ่นไม่มีชิ้นดี บนตัวยังมีสิ่งของ 2 สิ่งติดอยู่ เนื่องจากอยู่ในระยะห่างไกลพอสมควร ข้าพเจ้ามองเห็นไม่ถนัดนัก ขอท่านพัศดีบอกให้ทราบด้วย จะได้หรือไม่ประการใด?.

พัศดี   :  อ้าย 2 สิ่งนั้น สิ่งหนึ่งคือตัวตั๊กแตน อีกสิ่งหนึ่งคือตัวปลิง ซึ่งดูดกินมันสมองและโลหิตโดยเฉพาะ

อรหันต์จี้กง   :  เราขึ้นหน้าไปอีกหน่อย เจ้าจะได้มองเห็นชัดเจนขึ้น

หยา่างเซิง   :  ดีซิครับ โอ้โฮ้ ! ที่แท้บนตัววิญญาณโทษโดนพวกปลิงเกาะติดทั้งตัวเลย มองดูแล้วรู้สึกหวาดเสียวมากจริง ๆ แล้วบนศีรษะยังมีตัวตั๊กแตนเกาะเต็มไปด้วย ที่จริงแล้วมันกำลังดูดกินอะไรนะ ?.
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 13/09/2012 เวลา 06:08 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 39  วันที่  4  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520

                 ตอน  ท่องแดนแหวกปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             แดนศักดิ์สิทธิ์        มักซบเซา        ขาดนักธรรม
ต้องรับกรรม                      หากละเมิด        ผิดศีลธรรม
มุ่งสงบ                           หากหมั่นเพียร     มีผลนำ
คงจะกรรม                       หากตอแหล       ทุกข์ร่ำไป

อรหันต์จี้กง   :  ตนที่ 3  รีบสารภาพได้ก่อกรรมทำชั่วอะไรไว้ตอนเป็นมนุษย์ ?.

วิญญาณโทษ   :  ผมได้รับการศึกษาอยู่บ้าง
ท่องจำคำพังเพยสุภาษิตอยู่ไม่น้อย จึงมักจะถกเถียงกับญาติมิตรด้วยเหตุผลที่ไม่ถูกต้องตามหลักธรรมเสมอ ๆ ที่พูดไปนั้นเป็นเพียงหลักธรรมผิด ๆ เพี้ยน ๆ และชอบนำเอาคำพูดของนักปราชญ์อัจฉริยะบุคคลมากล่าวร้ายป้ายสีผู้อื่น เมื่อตายลงแล้วท่านยมบาลพูดว่า แกไม่ยกเอาคำพูดของนักปราชญ์อัจฉริยะบุคคลไปปฏิบัติในทางสร้างบุญสร้างกุศล แต่กลับนำไปใช้ในทางไร้ประโยชน์เถียงอย่างข้าง ๆ คู ๆ ควรที่จะนับได้ว่าพูดเพ้อเจ้อ เมื่อปากแข็งนักจึงควรตัดสินให้กลืนกินลูกหนาม ให้ทดลองลิ้มรสชาติแห่งปากเหล็กฟันแข็งเสียบ้าง เวลานี้จึงมีปากเหมือนมีก้น (พูดไ่ออก) เสียจริง ๆ

อรหันต์จี้กง   : 
คนมีเหตุมีผลท่องเดินไปได้ทั่วโลก คนไร้เหตุไร้ผลก้าวเดียวก็ขยับไปไหนไม่รอด ชาวโลกเมื่อจะพูดจะจาควรพูดตรงตามหลักธรรม เช่นพูดว่า การฆ่าเขาตายเพราะว่าเขาผู้นั้นชีวิตมันถึงฆาตแล้ว โดยไม่ใช่ตายเพราะฉันไปฆ่ามันพูดแบบนี้ก็คือพูดอย่างข้าง ๆ คู ๆ ปราศจากเหตุผล ผู้ที่ชอบพูดแบบน้ำขุ่นไม่ตรงต่อเหตุผล เมื่อตายลงแล้วต้องถูกลงโทษแน่นอน ถามวิญญาณโทษตนที่ 4 อีกที แกมาตกนรกนี้ด้วยเหตุใด?. 

วิญญาณโทษ   :  ผมตอนมีชีวิตอยู่สะสมเงินทองไว้ได้ไม่น้อย เนื่องจากโลภอยากได้ดอกผลเพิ่มพูน ประดาผู้ที่เดือนร้อนจะใช้เงินหรือคนยากจนจะมายืมเงินจากผม ล้วนเรียกดอกเบี้ยอย่างสูงมาก ฉะนั้นทั้งเงินต้นทั้งดอกเบี้ย กระเป๋าก็ตูมขึ้นทุกวัน ถ้าฝ่ายกู้ยืมถึงกำหนดเวลาแล้วไม่สามารถชำระเงินคืนก็จะเสี้ยมสอนอันธพาลไปข่มขู่ พอตายลง ท่านยมบาลจึงกล่าวหาว่าผมปล่อยกู้ขูดรีด ดูดกินเลือดคน กอบโกยอย่างโหดเหี้ยมเกินควร ต้องลงโทษด้วยการกลืนกินหนามเหล็ก มันทรมานเหลืือที่จะรับไว้จริง ๆ

พัศดี   :  คนรวยบางคนมีจิตใจแข็งกระด้างดุจเหล็กดุจทอง ยึดอาชีพปล่อยเงินกู้ ด้วยการเก็บดอกเบี้ยสูงลิ่ว แม้ว่าฝ่ายกู้จะสมยอมด้วย แต่ใจคอโหดเหี้ยมเกินไป เสมือนหนึ่ง "กินทองเหลือง กินเหล็กได้" เมื่อตายลงแล้วให้มันได้ชิมรสชาติแห่ง "รวยแล้วไม่มีความเมตาสงสารผู้อื่น จึงขอเตือนบรรดาผู้ที่ร่ำรวยในแดนมนุษย์ ตัวเองมีเงินทองเหลือใช้ให้ผู้อื่นหยิบยืม อย่าได้เรียกเก็บดอกเบี้ยสูงนักไปรีดไถเขา ควรปล่อยกู้ด้วยดอกเบี้ยต่ำ ๆ การช่วยเหลือผู้อื่นเปนรากเหง้าแห่งความสุข ไฉนจึงไม่ปฏิบัติเล่า

อรหันต์จี้กง   :  เวลาดึกมากแล้วสำหรับวันนี้ เจ้าหยางเซิงเตรียมกลับสำนัก ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลายที่ให้การต้อนรับอย่างดียิ่ง ขอลาก่อนละ

พัศดี   :  ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้วเชิญท่านอาจารย์กลับสำนัก.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว  หยางเซิงลงจากดอกบัว  วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 13/09/2012 เวลา 05:36 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 39  วันที่  4  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520

                 ตอน  ท่องแดนแหวกปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             แดนศักดิ์สิทธิ์        มักซบเซา        ขาดนักธรรม
ต้องรับกรรม                      หากละเมิด        ผิดศีลธรรม
มุ่งสงบ                           หากหมั่นเพียร     มีผลนำ
คงจะกรรม                       หากตอแหล       ทุกข์ร่ำไป

หยางเซิง   :  การทำโทษแบบนี้ทารุณมาก
หาที่เสมอเหมือนมิได้ มนุษย์เราหากมีก้างปลาติดอยู่ในลำคอก็จะทุกข์ทรมานไปร้อยแปด ทุรนทุรายไปทั้งเนื้อทั้งตัว ตอนนี้ใช้ลูกหนามบังคับยัดใส่เข้าไป จึงเป็นคนใบ้กินยาขมไม่สามารถบรรยายความขมได้ (คือทุกข์นั้นพูดไม่ออก) ขอถามพัศดีว่า พวกวิญญาณโทษนี้ทำความผิดอะไรหนักหนาในแดนมนุษย์ จึงต้องมารับโทษทัณฑ์ในแดนนรกเช่นนี้?.

พัศดี    :  ชาวโลกที่ชอบพูดจาสามหาวโดยปราศจากเหตุผล ถือใจตัวเป็นใหญ่ หรือใช้วาจาที่อ่อนนุ่มหยดย้อยหลอกลวงผู้หญิง หรือที่โกหกมดเท็จเอาเงินทองของผู้อื่นเข้ากระเป๋าตัวเอง หรือที่ชอบสูบยาเสพติดให้โทษ หรือชอบพูดจาอย่งมีเลศนัยให้ร้ายผู้อื่นเสมอ ๆ พวกนี้เมื่อตายลงแล้วยากที่จะรอดจากการลงโทษของ นรกแหวกปากเอาเข็มทิ่ม"  ข้าพเจ้าจะให้วิญญาณโทษ 2 - 3 ตนออกจากกรงขัง เพื่อมาเล่าอธิบายสารภาพการทำผิดอย่างไรบ้าง

อรหันต์จี้กง   :  พวกมันสลบไสลไปแล้ว อาตมาใช้พัดนี้โบกทีเดียวให้มันตื่นขึ้น นายทหารรีบถอดเอาลูกเหล็กในปากมันออก มิเช่นนั้นแม้มีปากก็พูดไม่ได้

นายทหาร   :  ได้ถอดเอาลูกเหล็กออกแล้ว เชิญท่านอาจารย์จัดการได้

อรหันต์จี้กง   :  วิญญาณโทษทุกตนฟังคำสั่งนี้  :: วันนี้อาตมาพานายหยางเซิงแห่งเมืองมนุษย์มารวบรวมมาหาสภาพการณ์ที่พวกแกถูกทำโทษณที่นี้ ให้ทุก ๆ ตนเปิดเผยความจริงที่ทำอะไรไว้เสียบ้างจากปากของตนตอนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ เมื่อตายลงแล้วจึงมีมารับโทษที่นี้?.

วิญญาณโทษ   :  ฉันตอนมีชีวิตอยู่นั้นมีคารมคมคายดีมาก เวลาพูดเวลาจาไม่เพียงแต่นุ่มนิ่มเสนาะโสต ยังสามารถโน้มหน้าวเหนี่ยวรั้งจิตใจคนทำให้ผู้อื่นหลงใหลได้ เนื่องจากฉันมีรูปโฉมโนมพรรณสวยงาม หลังจากแต่งงานแล้ว ยังมีผู้ชายไม่น้อยมาติดพันฉันอยู่ มีอยู่ครั้งหนึ่ง มีผู้ชายคนหนึ่งมาขอความรักอย่างร้อนแรงจากฉัน ฉันเห็นว่าเขาผู้นั้นร่ำรวยมีเงินมากจึงใช้ความตลบตะแลงต่อเขา โดยพูดหลอกว่า "สามีฉันปฏิบัติต่อฉันไม่ดี ขอให้คุณจงช่วยเหลือฉันให้มากหน่อย"  ต่อจากนั้นก็เกิดเป็นชู้กันขึ้น เพราะเหตุว่าฉันประจบประแจงออเซาะเก่ง โดยเอาลิ้น 2 นิ้วนี้เป็นเครื่องมือตะล่อมหลอกล่อเอาทรัพย์สินเงินทองจากเขาจนหมดเกลี้ยง เสร็จแล้วก็ใช้วาจาอันสามหาวใส่เขา แต่ละคำล้วนแฝงด้วยเลศนัยฝังคม กระแทกกระทั่นเพื่อชายผู้นั้น เขาโดนการเหยียดหยามดูหมิ่นเข้าแบบนี้ เกิดความปลงไม่ตกก็เลยฆ่าตัวตาย เมื่อตายลงแล้วใจนั้นจึงผูกความพยาบาทไปฟ้องร้องยังท่านยมบาล ท่านยมบาลเห็นว่าเขาพลาดพลั้งไปโดยความนึกคิดชั่วูบเดียว แต่เห็นว่าตัวฉันเป็นผู้หญิงที่มีจิตใจโหดร้ายเกินควร จึงรับฟ้องไว้ให้มีการสนองตอบรับกรรมเวร ต่อมาวิญญาณชายผู้นั้นก็เข้ามาสิงอยู่กับตัวฉันเสมอ ๆ ทำให้ตัวฉันอยู่ไม่เป็นสุข โดยผ่านมาได้ 7 ปีเศษ ถึงคราวอับโชคและตายลงด้วยจิตใจร่างกายที่อ่อนเปลี้ย เราทั้งสองได้ไปโต้เถียงที่เมืองผีตายโหง เขาถูกลงโทษด้วยฐานที่มักมากในกามไปมั่วลูกเมียชาวบ้าน ฉันก็โดนขุมต่าง ๆ ลงโทษอย่างหนัก วันนี้ถูกส่งตัวมายังขุมนี้ เปียงเซี้ยอ๊วงด่าว่าฉันมีปากไว้ให้ผู้อื่นหลงใหล ทำร้ายคนเสียดแทงคน ควรรับสนองตอบจาก นรกแหวกปากเอาเข็มทิ่ม" ทุกวี่ทุกวันโดนยัดด้วยลูกหนามเหล็ก รับทุกข์ทรมานร้อยแปดพันประการ

อรหันต์จี้กง   :  เธอแกล้งทำเป็นมีความรักความใคร่คบชู้สู่ชาย ฆ่าคนด้วยปากด้วยลิ้น เมื่อตายลงแล้วมารับโทษยังที่นี้ เป็นการสมควรแล้ว ไม่ต้องพร่ำบ่นแค้นเคืองใคร วิญญาณโทษตนที่ 2 เล่าเรื่องของแกที่ผ่านมาเป็นอย่างไรบ้าง

วิญญาณโทษ   :  ภพกก่อนผมเป็นอันธพาลคนหนึ่ง ชอบเสพแต่พวกยาเสพติด และฉีดทั้งมอร์ฟีน จนติดงอมแงม จึงต้องเที่ยวออกหาลักขโมยข้าวของชาวบ้านไปทั่วทุกแห่ง เพื่อจะซื้อยาเสพติด เมื่อตายลง ถูกตัดสินให้ตกมาอยู่คุกนี้ รับทุกข์ทรมานอย่างไม่สามารถพูดได้ ไม่มีความสุขสบายดังเช่นเสพยาเสพติดครั้งที่อยู่ในโลกมนุษย์ ทุก ๆ วันกลืนกินแต่ลูกเหล็ก รับทุกข์จากการแทงทิ่มปาก จึงโทษตัวเองไม่ทำดีในตอนที่มีชีวิตอยู่

พัสดี   :  การสูบยาเสพติดให้โทษ คุกนี้ให้ลงโทษยาวนานมาก เนื่องจากพิษยายังไม่เสื่อมสลายตัว วิญญาณโทษนั้นจึงไม่สามารถถูกปลดปล่อยให้ไปผุดเกิดและในแดนมนุษย์ยังมีผู้คนไม่น้อยที่ชอบพวกยาเสพติดให้โทษ ยาต้องห้ามกฏหมายบ้านเมืองก็ลงโทษอย่างหนัก เมื่อตายลงแล้วกฏในยมโลกยิ่งหนักขึ้นไปอีก บางตนยังย้ายขังไว้ "นรกโลกันตร์" ขอเตือนผู้ประพฤติผิดในทางนี้ รีบสำนึกกลับตัวโดยเร็ว อย่ามอมเมาชีวิตและวิญญาณต่อไป
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 13/09/2012 เวลา 04:43 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 39  วันที่  4  พฤศจิกายน  พ.ศ. 2520

                 ตอน  ท่องแดนแหวกปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             แดนศักดิ์สิทธิ์        มักซบเซา        ขาดนักธรรม
ต้องรับกรรม                      หากละเมิด        ผิดศีลธรรม
มุ่งสงบ                           หากหมั่นเพียร     มีผลนำ
คงจะกรรม                       หากตอแหล       ทุกข์ร่ำไป

อรหันต์จี้กง   :  ธรณีศักดิ์สิทธิ์เงียบเหงา ผู้บำเพ็ญธรรมมีอยู่ประปราย
บ้างก็เสแสร้งแกล้งทำโดยไม่มีความจริงใจ หน้าไหว้หลังหลอก  บ้างก็ไม่เข้าใจหลักธรรมที่ถ่องแท้ นึกคิดอย่างลม ๆ แล้ง ๆ ตามใจตัว ทำเป็นหูทวนลมต่อคำสั่งสอนสิ่งศักดิ์สิทธิ์ ไม่รักษาตามกฏวินัย  เป็นเหตุให้ศีลธรรมเสื่อมโทรมลง แม้ว่าพวกที่สามารถพูดอย่างน้ำไหลไฟดับ พูดเป็นต่อยหอย แต่คำพูดนั้นก็ไม่ตงกับใจดังเหมือนกลุ่มควันที่ปราศจากรากเหง้าพื้นฐานไม่มั่นคง ลอยละล่องไปตามกระแสลมที่พัดต้อง ยากที่จะเติบโตเป็นต้นกล้าหรือไม้ยืนต้นที่ใหญ่โต ดังนั้นจะมุมานะในการหว่านไถ จะได้รับผลสมบูรณ์ทุก ๆ ปี เหนือกว่าที่พูดคุยส่งเดช อันไม่มีผู้ใดจะเห็นชอบกับมันด้วย การบำเพ็ญธรรมนั้นต้องยืนอยู่บนพื้นฐานแห่งความเป็นจริง ปราชญ์โบราณท่านว่า "ผู้ที่สร้างบุญกุศล ต้องได้รับโชคลาภเหลือล้น พวกที่ก่อกรรมทำเข็ญต้องพบแต่ภัยพิบัติ" กฏแห่งสวรรค์ถึงจะหละหลวม แต่ก็ไม่รอดพ้นไ้ด้ง่ายนัก ถ้าสามารถสำนึกตัว หันหลังกลับยังมีหนทางให้เดิน มิเช่นนั้นแล้วจะเสมือนลมเย็นกวาดใบไม้ร่วงเป็นแถบ ๆ ที่จะมาเยือนในโลกมนุษย์ แล้วจะรู้สึกหนาวสะท้านหาที่พึ่งมิได้ ธรณีบ้านจะซบเซาเปล่าเปลี่ยว ความทุกข์โศกนั้นจะหาที่สิ้นสุดมิได้ วันนี้ได้เวลาไปท่องนรกแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมขึ้นดอกบัว

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา ขอเรียนถามท่านอาจารย์ไฉนวันนี้จึงดื่มจนเมาแป้?. คำพูดคำจาก็แสดงออกถึงความไม่สบอารมณ์หมาย

อรหันต์จี้กง   :  ก็เพราะมองทะลุปรุโปร่งของจิตใจชาวโลก ที่ล้วนแล้วแต่เสาะแสวงหาทางเสพสุขในด้านวัตถุ ละเลยในขนบธรรมเนียมประเพณีสะเทือนต่อจิตใจของฉัน ดังนั้นจึงดื่มเหล้าขมไป 2 - 3 ขวดวันนี้มีเหล้าก็ขอให้เมาในวันนี้ มวลมนุษย์จะไปตกนรกหมกไหม้ก็ช่างมัน แม้ฟ้าดินจะเกิดปรวนแปรถล่มทลายอีกครั้งก็ไม่แคร์

หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์มีทั้งเมตตากรุณาทั้งทุกข์โศก

อรหันต์จี้กง   :  ขึ้นบนดอกบัวเร็ว เหล้าไม่เมาคน คนไปเมามันเอง ผู้หญิงมิได้ทำให้คนหลงใหล แต่คนไปหลงใหลเอง เงินทองไม่เคยไปสนใจใคร แต่มนุษย์นั้นไปสนใจมันเอง ลมเย็นโบกมาวูบหนึ่ง ทำให้ฉันสดชื่นขึ้นหน่อย เราศิษย์อาจารย์ไปแดนนรกกันเถอะ.....ถึงแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัวได้

หยางเซิง   :  พัศดีได้มาต้อนรับเราอยู่เบื้องหน้าแล้ว ขอแแสดงคารวะท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย วันนี้ข้าพเจ้าพร้อมกับท่านอาจารย์มาเยี่ยมชมคุกท่าน ขอได้ให้คำแนะนำชี้แจงด้วย

พัศดี   :  มิต้อง เชิญลุกขึ้นเถิด คุกนี้คือ "แดนแหวกปากเอาเข็มทิ่มนรกน้อย"  เป็นเขตปกครองของขุมที่ 6 เราได้รับคำสั่งแล้วทราบว่าท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองมนุษย์จะมาเยี่ยมแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ขอต้อนรับ ๆ

อรหันต์จี้กง   :  ขอท่านพัศดีอย่าได้เกรงใจเลย เราศิษย์อาจารย์รับเทวโองการให้ท่องนรก ที่มาถึงที่นี่ในวันนี้ ขอให้เปิดประตูแห่งความสะดวกให้ด้วย

พัศดี   :  ท่านทั้งสองเชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปข้างใน เพื่อสะดวกในการตรวจชม

หยางเซิง   :  เห็นแต่วิญญาณโทษเต็มพืดไปหมด ที่ถูกขังอยู่ในกรงขัง พวกยมทูตใช้ง่ามเหล็กเจาะแหวกปากให้อ้าออก และแล้วเอาลูกเหล็กที่มีหนามแหลมเต็มไปทั้งลูก บังคับยัดเยียดเข้าไปในทางปากวิญญาณโทษ แต่ละตนแหวกร้องอย่างเจ็บปวด ปานฟ้าดินจะถล่ม ชั่วประเดี๋ยวเดียวเลือดสด ๆ ไหลทะลักออกจากปาก แต่ละตนก็ตกเข้าในลักษณะสงบหมดสติไป

อรหันต์จี้กง   :  ลูกเหล็กมีหนามแหลม เหมือนลูกหนามเหล็ก พวกวิญญาณโทษมันปากแข็ง จึงต้องใช้ง่ามเหล็กแหวกออก ยัดลูกเหล็กเข้าไป ทำให้มันมีปากพูดไม่ได้ และไม่มีเสียงให้ร้องเจ็บด้วย
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 12/09/2012 เวลา 10:34 น. »

                       เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 38  วันที่  18  ตุลาคม  พ.ศ. 2520

                      ตอน  ท่องนรกสอนขับรถ

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

              แพร่หลักธรรม        มิหวั่นไหว        ทางกันดาร
ราตรีกาล                           ปลื้อมปิติ         ศักดิ์สิทธิ์ปวง
วัฒนธรรม                          รุ่งเรืองศรี         กลางเมืองหลวง
กลิ่นธรรมอวล                     พวยพุ่ง            สู่นภา 

วิญญาณโทษ   :  ตอนผมมีชีวิตอยู่มีอาชีพขับรถแท็กซี่
อยู่มาคืนหนึ่งไปร่วมวงกินเหล้ากับเพื่อนฝูง เมื่อกินเหล้าแล้วก็ไปขับรถต่อเพราะเหตุเมาเหล้าตามัว ไม่เพียงแต่ขับรถเร็วเกินอัตราที่ทางการกำหนดไว้แล้วยังแซงรถคันอื่น ๆ ไปอีก ด้วยความประมาทเผลอเรอเลยชนเอาคนเดินถนนตายไปคนหนึ่ง ผิดทางคดีฆ่าคนตายโดยประมาทเลินเล่อ ต้องชดใช้เงินทองเขาและติดคุกอีก เมื่อตายลงแล้ว ท่านยมบาลสอนผมว่า "ขับรถแล้วยังเมาเหล้าอีก ล้อเล่นชีวิตคน" เลยตัดสินให้ตกเข้ามาอยู่ใน "นรกสอนขับรถ" 3 ปี ทุก ๆ วันลากรถทดลองขับดู ถูกข่มเหงรังแกเหลือหลาย เท้าทั้งสองก็บวมเป่งเจ็บปวดเพราะเหตุกำลังใจกำลังกายสูญเสียไปมากเกินควร ร่างกายจึงผอมแห้งเหลือแต่กระดูก ขอให้ผู้ขับรถในแดนมนุษย์ควรเตือนสติให้ดี เมื่อมอมเมาจากการร่ำสุราแล้วจงอย่าขับรถเป็นอันขาด เพื่อหลีกเลี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ มาอยู่ที่นี่ไม่มีน้ำเหล้าให้ดื่ม มีแต่น้ำขม (น้ำหนอง) ไหลพรากออกจากเท้าทั้งสองข้าง

พัศดี   :  วิญญาณโทษตนที่ 3 รีบสารภาพเกิดเหตุร้ายอย่างไรในตอนมีชีวิตอยู่

วิญญาณโทษ   :  ตอนผมอยู่ในแดนมนุษย์เป็นพ่อค้า แต่ละวันขึ่รถเครื่องออกไปส่งของ มักจะขับรถเร็วเกินอัตราไม่ปฏิบัติตามกฏจราจรเพลิดเพลินสุดยอดจนเกิดเรื่องโศกเศร้าขึ้น ในวันหนึ่งไปชาเอาคนเดินถนนเข้า ตัวเองก็ล้มลงได้รับบาดเจ็บทั้งสองคนถูกนำส่งโรงพยาบาล ผมเพียงแต่ขาหัก อีกฝ่ยหนึ่งหัวสมองกระทบกระเทือนอย่างรุนแรง ผมรักษาครึ่งปีจึงหายเป็นปกติ ฝ่ายตรงข้ามนั้นก็ไม่ถึงกับตาย แต่กลายเป็นสติฟั่นเฟือน ผมก็โดนฟ้องร้องจนต้องชดใช้ค่าเสียหายเป็นจำนวนเงินมหาศาลก็เพราะเหตุนี้แหละ เมื่อตายลงแล้วถูกส่งตัวมายังขุมที่ 6 เปียงเซี้ยอ๊วง ตัดสินผมตกเข้าคุกนี้รับความทรมานมีกำหนด 3 ปี ความทุกข์ที่ได้รับ คนทั่วไปไม่มีทางที่จะเข้าใจได้

พัศดี   :  วันนี้เอาวิญญาณโทษ 3 ตนนี้ เป็นหลักพิสูจน์บรรดาผู้ขับรถในแดนมนุษย์ ควรเป็นเยี่ยงอย่างต้องขับรถโดยตั้งใจระมัดระวังทั้งคนและรถก็จะปลอดภัย เมื่อตายลงแล้วก็มิต้องมารับทุกข์ทรมานอยู่ที่นี่ ผู้ที่ตกเข้ามาอยู่คุกนี้ โทษที่ตัดสินไปนั้น มีหนักมีเบาไม่เท่ากัน หากเป็นพวกที่ไม่เจตนาทำร้ายคน นับว่าความผิดที่เกิดจากความเลินเล่อ ก็ตัดสินให้เบาหน่อย ถ้าเมาเหล้าขับรถเร็วเกินอัตรา หรือไม่ปฏิบัติตามกฏถึงกับเกิดเหตุร้าย ก็ตัดสินให้หนักหน่อย ถ้าเกิดเรื่องแล้วไม่หยุดรถ เจตนาจะหลบหนีโดยไม่รู้ว่าฝ่ายถูกชนจะตายหรือไม่?. เมื่อตัวเองตายลงแล้วท่านยมบาลจะตัดสินลงโทษหนักที่สุด จึงขอเตือนชาวโลก เมื่อเกิดอุบัติเหตุรถแล้วอย่าหลบหนี ต้องรับผิดชอบตามความสามารถ เพื่อภาระหน้าที่และศีลธรรมของตนเองแล้วโทษนั้นก็จะได้เบาบางลงได้

อรหันต์จี้กง   :  "นรกสอนขับรถ" เป็นคุกใหม่ของยมโลก เสมือนหนึ่งโรงเรียนสอนขับรถยตน์ในแดนมนุษย์ วิญญาณโทษที่มายังที่นี้ทุก ๆ ตนต้องทำตามขั้นตอน ต้องดูทิศทางให้มั่นแม่นเร็วเกินอัตราไม่ได้ หรือผิดเพี้ยนแม้แต่นิดเดียว พลาดพลั้งไปตัวเองตาย จึงเตือนผู้ขับรถเป็นพิเศษ จงขับขี่อย่างระมัดระวัง อันชีวิตของคนนั้นผูกพันธ์กับฟ้าสวรรค์จะเมาเหล้าไม่ได้ ขับรถเร็วเกินอัตราไม่ได้ ถ้าไม่ปฏิบัติตามกฏ เมื่อตายลงแล้วต้องมายึดอาชีพเก่าในแดนนรกอีกครั้งหนึ่ง วันนี้เนื่องจากเวลาดึกมากแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก ขอบคุณมากท่านพัศดีและนายทหารที่ให้การแนะนำชี้แจง

หยางเซิง   :  ขอบคุณยิ่งที่ท่านพัศดีและนายทหารให้ความสะดวก ขอลาก่อนละ

พัศดี   :  สิ่งใดที่บกพร่องแล้ว ขอท่านทั้งสองอภัยให้ด้วย ให้นายทหารทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้แล้ว.....

อรหันต์จี้กง   :  สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 12/09/2012 เวลา 09:37 น. »

                          เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 38  วันที่  18  ตุลาคม  พ.ศ. 2520

                      ตอน  ท่องนรกสอนขับรถ

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

              แพร่หลักธรรม        มิหวั่นไหว        ทางกันดาร
ราตรีกาล                           ปลื้อมปิติ         ศักดิ์สิทธิ์ปวง
วัฒนธรรม                          รุ่งเรืองศรี         กลางเมืองหลวง
กลิ่นธรรมอวล                     พวยพุ่ง            สู่นภา 

หยางเซิง   :  ขอเรียนถามท่านพัศดี คุกของท่านอยู่ในความปกครองของขุมใด?.

พัศดี   :  คุกนี้มีชื่อว่า "สอนขับรถนรกน้อย" อยู่ในความควบคุมของท่านเปียงเซี้ยอ๊วง แห่งขุมที่ 6 เป็นคุกที่สร้างขึ้นใหม่
มวลชนชาวโลกล้วนไม่เคยรู้จัก ที่สำนักท่านรับเทวโองการแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" คุกเราทราบมานานแล้ว วันนี้ได้รับสาส์นจากเจ้านายขุมที่ 6 จึงทราบว่าพวกท่านจะมาเยี่ยมชม คุกนี้ยินดีต้อนรับเป็นที่ยิ่ง ท่านหยางเซิงมีข้อปัญหาอะไร ถามได้โดยละเอียดทุกอย่าง

หยางเซิง   :  ผู้ที่ถูกทำโทษในคุกของท่าน ล้วนเป็นพวกอะไรบ้าง?.

พัศดี   :  บรรดาพวกที่ขับรถแล้วเกิดอุบัติเหตุ ถึงแก่ความตาย หรือบาดเจ็บสาหัส หรือถึงกับทุพพลภาพไม่ว่าจะเป็นคนขับรถเครื่อง  รถยนต์  รถจักรยาน เมื่อตายลงแล้วต้องมารับกรรมสนองลงโทษ ณ ที่นี้ เชิญท่านตามข้าพเจ้าเข้าไปชมดูภายในเถิด

อรหันต์จี้กง   :  ขอบคุณมาก 

หยางเซิง   : 
ไหล่เขาข้างหน้าฝูงชนมากมาย มีทางเล็ก ๆ หลายสายบนถนนล้วนเป็นหินทรายดินกรวดขรุขระไม่ราบเรียบ วิญญาณโทษแต่ละตนต่างลากรถคนละคันเหมือนดั่งลากรถลาก (รถเจ๊ก) ในสมัยก่อนฉันนั้น บนรถบรรทุกเต็มไปด้วยอิฐแดงเคลื่อนลงช้า ๆ จากไหล่เขา หนทางก็แคบพอรอรับล้อรถสองข้างเท่านั้น หากล้ำเส้นไปนิดเดียว ก็จะตกไปในล่องลึกสองข้างทาง เท้าวิญญาณโทษทั้งสองข้างเปลือยเปล่า เนื่องจากอิฐแดงบนรถหนักมากลงจากไหล่เขาก็ไม่มีที่ห้ามล้อ (เบรค) ต้องอาศัยเท้าทั้งสองข้างยันไว้ แต่ละคนต้องเดินอย่างแช่มช้าระมัดระวัง ใช้เท้าทั้งสองข้างยันพื้นแบบเบรครถอย่างนั้น ดังนั้น อุ้งเท้าทั้งสองข้างจึงมีผิวหนังขาดเลือดออกเรี่ยราดไปทั่วพื้นดิน บ้างก็ไม่ระวังจนพุ่งลงไปในร่อง เนื่องจากตัวรถหนักมากต้องขนเอาอิฐลงก่อน และแล้วจึงรีบเข็นรถขึ้นมาบนถนน ใช้อิฐหนุนไว้ ตรึงล้อรถให้อยู่กับที่ ต่อจากนั้นจึงเก็บเอาอิฐทีละก้อนขึ้นไปบนรถแล้วลากลงเขาอีก มีบางคนกำลังกายต้านไม่ได้เท้าเหยียบพลาดล้มลง โดนรถแล่นทับผ่านไปบนร่างกาย ร้องตะโกนได้เพียงคำเดียวตัวก็สลบเหมือดไปเลย เหมือนดังเกิดอุบัติเหตุโดนรถทับตายฉันนั้นแหละ เลือดสด ๆ ทะลักเต็มพื้นที่ การลงโทษแบบนี้แปลกประหลาดทันสมัยมาก แต่ทารุณมากเกินไป

อรหันต์จี้กง   :  ผู้ขับรถในมนุษย์โลกที่ไม่มีความระมัดระวังจนเกิดอุบัติเหตุถึงกับทำให้ผู้อื่นต้องตายลงนั้น เมื่อตัวเองตายลงแล้วจะกลับกลายเป็น "ผู้ถูกทำร้าย" และยังต้องมารับโทษทรมานจากสถานที่นี้อีก ซึ่งเป็นการตอบสนองกันถึงที่สุดที่ไม่สามารถจะรอดพ้นจากการตอบสนองของเหตุและผล

พัศดี   :  ข้าพเจ้าจะสั่งวิญญาณโทษ 2 - 3 ตนให้เล่าเรื่องเกิดเหตุการณ์ขึ้นในตอนมีชีวิตอยู่นั้นให้ท่านหยางเซิงฟัง

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีที่ไม่ทอดทิ้ง

พัสดี   :  วิญญาณโทษมาแล้ว รีบสารภาพต่อท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิงถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปางก่อน เพื่อท่านหยางเซิงนำกลับไปเผยให้ชาวมนุษย์รู้ต่อ ๆ ไปในโลกมนุษย์

วิญญาณโทษ   :  ตอนผมยังเป็นมนุษย์อยู่นั้น มีอาชีพเป็นคนขับรถประจำทาง อยู่มาวันหนึ่งขณะที่เลี้ยวรถหักมุมนั้น เกิดมีเด็กหญิงวิ่งพุ่งออกมาจากตรอกอย่างปัจจุบันทันด่วน ผมเบรครถไม่ทันเลยทับผ่านร่างเด็กคนนั้นถึงกับ ตายคาที่  ระหว่างเวลาที่ผมขับรถอยู่ก็เกิดอุบัติเหตุหลายครั้ง แต่ยังไม่เคยถึงกับเสียชีวิตลง เพียงแต่ตัวรถเสียหายไปบ้างบวกกับเรื่องนี้อีกจึงถูกบริษัทไล่ออกเมื่อตายลงแล้ว ถูกตัดสินให้ตกเข้า "นรกสอนขับรถ" มีกำหนดโทษ 1 ปี แต่ละวันฝึกฝนการขับรถอยู่ที่นี้ถนนล้วนลาดลงไปทางตีนเขาทั้งสองเท้าทำหน้าที่เบรครถ แม้ว่ากำลังกายยังพอไปไหว แต่ต้องขึ้นลงร้อยเที่ยวทุกวี่วัน จึงทำให้พลังกายพลังใจสูญสิ้นไปหมด พื้นเท้าแหลกและทรมานยิ่งนัก

พัศดี   :: ตนที่ 2 รีบสารภาพขับรถแล้ว เกิดเหตุอะไรขึ้นตอนที่อยู่ในเมืองมนุษย์ 
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 12/09/2012 เวลา 08:47 น. »

                        เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 38  วันที่  18  ตุลาคม  พ.ศ. 2520

                      ตอน  ท่องนรกสอนขับรถ

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

              แพร่หลักธรรม        มิหวั่นไหว        ทางกันดาร
ราตรีกาล                           ปลื้อมปิติ         ศักดิ์สิทธิ์ปวง
วัฒนธรรม                          รุ่งเรืองศรี         กลางเมืองหลวง
กลิ่นธรรมอวล                     พวยพุ่ง            สู่นภา

อรหันต์จี้กง   :  ฤดูร้อนผ่านไป ฤดูใบไม้ร่วงเข้ามาแทนรู้สึกว่ามีความเย็นประปราย
ผู้คนเริ่มนุ่งห่มเสื้อผ้าหนาขึ้น พวกนกกาก็เพิ่มขนขึ้นบ้างแล้ว สี่ฤดูกาลผลัดเปลี่ยนหมุนเวียนไปไม่หยุดยั้ง นึกถึงก่อนโน้นสมัยเด็ก ๆ เวลานี้ลูกหลานเต็มบ้านสายตาพร่ามัว มือไม้เฉื่อยชา เวลาเดินเหินก็โยกเยกไม่มั่นคง รู้สึกเสียดายเวลาที่ผ่านพ้นไป ขณะนี้มาหวนคิดถึงกาลเวลาที่ล่วงลับไปแล้วนั้น ชีวิตคนคล้ายความฝัน จึงขอเตือนชาวโลก ควรยึดมั่นในกาลเวลาขณะหนึ่งก็คือชีวิตหนึ่งขณะ ควรรีบบำเพ็ญตน ปฏิบัติธรรมในธรณีแห่งศักดิ์สิทธิ์ เป็นผู้ปฏิบัติดีของสังคม เป็นศิษย์มีความสามารถในธรณีแห่งศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นแล้วจะไม่เกี่ยวข้องกับพวกนรก ถึงแม้ว่าจะมาบ้างก็อยู่ในฐานะของผู้ท่องเที่ยว มิต้องรับโทษทรมาน การท่องนรกในวันนี้ได้เวลาแล้ว หยางเซิงเตรียมตัวขึ้นดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   :  มิทราบว่าเราจะไปคุกใดในวันนี้ ?.

อรหันต์จี้กง   : 
ฉันจะไม่ขอพูดก่อน ชั่วพริบตาเดียวเจ้าก็จะได้รู้เองโดยตลอด

หยางเซิง   :  ครับผม กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้วละ เจ้าลงจากดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   :  ท่านอาจารย์ครับ ! ไฉนท่านจึงพาผมมายังไหล่เขาลูกนี้ ข้างหน้ามีเสียงร้องพัดผ่านมาคล้ายเสียงที่มีคนถูกฆ่าฟัน หรือถูกทุบตีฉันนั้น ทางเล็กเบื้องหน้ายังมีวิญญาณโทษที่ถูกคุมโดยยมทูตเดินรุดหน้าไป เราจะตามหลังมันไปชมดูให้ถึงที่สุดหรือไฉน?.

อรหันต์จี้กง   :  การเดินทางของเราในวันนี้ก็คือจะไปเยี่ยมชมนรกน้อยที่ตั้งอยู่ไหล่เขาเบื้องหน้านี่แหละ รีบตามยมทูตข้างหน้านั้นไป

หยางเซิง   :  เรากวดทันยมทูตมาแล้ว เขายังหันกลับมาทำความเคารพเราด้วย มิทราบว่าพวกวิญญาณโทษเหล่านี้ต้องโทษอะไรไว้บ้าง ที่ได้ถูกคุมไปดำเนินคดีในเวลานี้?.

อรหันต์จี้กง   :  วิญญาณโทษเหล่านี้คือพวกโชเฟอร์ (คนขับรถ) หรือพวกขับรถมอเตอร์ไซค์ เพราะว่าภพก่อนเคยทำผิดเรื่องรถชนคนตาย ดังนั้นจึงต้องมารับการลงโทษจากแดนนรก

หยางเซิง   :  ผู้ที่เป็นโชเฟอร์หรือนักขับมอเตอร์ไซค์เมื่อขับชนเขาตายแล้วยังหาที่สิ้นสุดยุติมิได้หรือ?. 

อรหันต์จี้กง   :  เมื่อมีเรื่องถึงกับคนตาย ยมกฏยังมีการทำโทษอีกวาระหนึ่ง ถึงหน้าประตูคุกแล้ว ประเดี๋ยวเจ้าจะสอบถามรายละเอียดจากพัศดีได้

หยางเซิง   :  เบื้องหน้าได้ปรากฏคุกหนึ่ง ข้างประตูคุกมีเวรรักษาการณ์ยืนอยู่ รู้สึกองอาจเคร่งขรึมมาก บนประตูคุกเขียนไว้ว่า "สอนขับรถนรกน้อย" พัศดีและนายทหารได้ตั้งแถวรอรับเราอยู่แล้ว

อรหันต์จี้กง   :  เจ้าจงรีบเข้าไปทำความเคารพ

หยางเซิง   : 
ขอแสดงความคารวะต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย วันนี้ข้าพเจ้ากับท่านอาจารย์รับคำสั่มาเยือนคุกท่านและรวบรวมข้อมูลเพื่อเตือนชาวโลก ขอท่านพัศดีโปรดให้ความสะดวกในการค้นหาหลักฐานความผิด

พัศดี   :  มิต้อง ท่านทั้งสองโปรดตามข้าพเจ้าไปชมดูภายในเถิด
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 11/09/2012 เวลา 03:26 น. »

                        เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 37  วันที่  1  ตุลาคม  พ.ศ. 2520

                  ตอน  ท่องแดนตัดไตหนูนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             ดวงประทีป        ลอยเด่นใน        ราตรีกาล
นำหยางเซิง                    ท่องบาดาล       แดนประหาร
ครบรอบปี                      แต่งหนังสือ        ตามโองการ
ดลบันดาล                      ผู้หลงทาง         ทั่วแดนไกล 

พัศดี   :  คุกนี้มีนักโทษชายล้วน ๆ
เพราะเหตุว่าตอนมีชีวิตอยู่ล้วนชอบมั่วหญิงมักมากในกาม หรือผู้ที่ผิดศีลธนนมวินัยเป็นเสือผู้หญิง โดยที่ตอนมีชีวิตอยู่นั้นชอบเสพกามเสื่อมเสียทำลายศีลธรรม นอกจากตัดเอาไอ้จ้อนออกแล้ว ยังให้พวกหนูแทะกัดขั้วของมันอีกด้วย ซึ่งมีความมุ่งหมายจะ "ขุดรากถอนเหง้า" นั่นแหละ

อรหันต์จี้กง   :  ลงโทษแบบนี้เหลือที่จะทนทานได้ ไอ้จ้อนมันเกี่ยวเนื่องกับหัวใจ เมื่อโดนตัดหรือถูกกัดจะเจ็บปวดหาที่เปรียบมิได้ คำพังเพยกล่าวว่า "ตัดหญ้าไม่ถอนราก ลมอุ่นโชยมาก็จะงอกขึ้นอีก" พวกนี้มันลุ่มหลงในการเสพเมถุนเกินไป จึงต้องรับการลงโทษวิตถารแบบนี้

พัศดี   :  ข้าพเจ้าจะพาวิญญาณโทษ 2 - 3 ตนออกมาเล่าเรื่องที่มันทำความผิดอย่างไรในตอนมีชีวิตอยู่ด้วยตัวมันเอง จึงต้องมาลงเอยกันอีกแบบนี้

หยางเซิง   :  ดีมากครับ !วิญญาณโทษพวกนี้มือทั้งสองข้างถูกมัดไว้ พวกหฯุจู่โจมบุกเข้ากัดจากเบื้องล่าง บ้างก็โหยหวนคร่ำครวญ ไม่สามารถหลบหลีกเลยกลิ้งเกลือกอยู่กับพื้น หนูพวกนี้ตัวโตเท่าแมวมองดูแล้วรู้สึกดุร้ายเหลือหลาย เวลากัดคนคล้ายกับกินอาหารอย่างนั้น

อรหันต์จี้กง   :  พวกหนูชอบแทะกัดถุงผ้ายิ่งนัก ชอบกินถั่วลิสง ก็คือภาพที่ได้เห็นอยู่อันนี้แหละ เห็นแต่เลือดสด ๆ ทะลักเรี่ยราด น่าสมเพสที่มวลมนุษย์หลงในการเสพสุขชั่วครั้งชั่วคราว เลยก่อความทุกข์ยากอย่างน่าเวทนาในวันนี้

พัศดี   :  ข้าพเจ้าได้พาวิญญาณโทษ 2ตนออกมาแล้ว วิญญาณโทษฟังคำสั่งนี้ ท่านรูปนี้คือพระอรหันต์จี้กง อีกท่านหนึ่งคือหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองมนุษย์ สองศิษย์อาจารย์รับเทวโองการท่องนรกเพื่อแต่งหนังสือ พวกแกจงรีบสารภาพความชั่วที่กระทำไว้ในปางก่อนเพื่อที่จะลงในหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" เพื่อปลอบเตือนชาวโลก

วิญญาณโทษ   :  ภพก่อนผมได้สละตนเป็นศิษย์แห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ บำเพ็ญธรรม และได้ถือศีลกินเจ ได้แต่งงานมีลูกเต้าต่อมาเกิดมีจิตใจรวนเรไม่มั่นคง ได้เกิดได้เสียกับหญิงผู้บำเพ็ญธรรมซึ่งเป็นศิษย์คณะเดียวกัน ทำลายล้างกฏวินัยข้อบังคับซึ่งเป็นการล้างผลาญความตั้งใจจากแรกเริ่ม เมื่อตายลงแล้วไม่เพียงไม่มีแต่ทางไปสวรรค์ กลับโดนยมทูตขาวดำคุมตัวมาแดนนรก ผ่านการฉายร่างเดิมจากหอกระจก (กรรม) วิเศษ มองเห็นเหตุการณ์อันบัดสีโดยตลอดอายจนพูดไม่ออก และแล้วส่งมอบขุมที่ 6 เปียงเซี้ยอ๊วงท่านโกรธมาก ด่าผมว่าตัวอยู่ในธรณีสงฆ์แห่งศักดิ์สิทธิ์รู้กฏเองทำลายเอง ต้องลงโทษเพิ่มขึ้นอีกขั้นหนึ่ง ตัดสินให้ตกเข้าไปยัง แดนนรกตัดไตหนูกัด" โดยโดนยมทูตตัดเอาไอ้จ้อนออกก่อน แล้วถูกมัดอยู่กับพื้นปล่อยให้หนูแทะกัดเอาตามใจชอบ ทุกวี่ทุกวันจิตใจหวั่นไหวเจ็บแสบอย่าบอกใครเชียว จึงโทษตัวเองพลาดพลั้งหนเดียวกลายเป็นความขมขื่นตลอดกาล ขอผู้คนในแดนมนุษย์เมื่อเข้าอยู่ในธรณีศักดิ์สิทธิ์แล้ว จงรักษาปฏิบัติกฏระเบียบแห่งศักดิ์สิทธิ์นั้น มิเช่นนั้นแล้วบุญกุศลใด ๆ ที่ตนสร้างไว้ก็ไม่สามารถจะชดเชยความผิดนี้ได้

อรหันต์จี้กง   :  คำพังเพยกล่าวว่า "การถือศีลกินเจไปหมดเขตที่ตรงสะดือเท่านั้น" ก็คืออย่างที่ว่านี้แหละ เมื่อท่อนล่างไม่บำเพ็ญให้สะอาดหมดจด บัดนี้ให้ยมทูตและหนูช่วยรักษาให้ ทำให้แกสะอาดขึ้น เวรนั้นต้องรับเอาเอง

พัศดี   :  ตนที่ 2 รีบเล่าการกระทำในปางก่อนเร็ว

วิญญาณโทษ   : 
เพราะเหตุว่าตอนที่ผมเรียนอยู่ในชั้นมัธยมนั้น ถูกลวงจากเพื่อนชั่วไปเที่ยวโสเภณีจากสถานเริงรมย์ ต่อมาพอมีเงินบ้างก็ไปเที่ยวหย่อนใจตามสถานที่นั้น ๆ แล้วยังชวนเพื่อนนักเรียนไปเปิดหูเปิดตาหลายครั้งด้วย เป็นเหตุให้เสียตัวในขณะร่างกายกำลังอยู่ในความเจริญของวัย บ้างก็ติดกามโรค เนื่องจากความสำส่อนวัยหนุ่ม ทำผิดเรื่องพรรค์นี้ ตายลงแล้ว จึงถูกตัดสินให้มารับโทษยังที่นี่ ทุกข์ทรมานอันนี้หามีผู้ใดเข้าใจไม่ ตอนเป็นมนุษย์ก็เสพสุขอย่างสุโข เมื่อตายแล้วมาอยู่ที่นี่อย่างอยากที่จะทนต่อวันเวลานึกขึ้นมาทีไรจึงเสียใจไม่รู้วาย

พัศดี   :  ตอนเป็นหนุ่มเป็นแน่นไม่ประพฤติดี หลงใหลแต่นารีหญิงสาว ยังไม่ทันแต่งงานก็เสียความเป็นโสดเสียแล้ว จะเรียกได้ว่า "ไม่รักศักดฺ์ศรี" และยังลวงเพื่อนให้เสื่อมเสียอีก ไอ้จ้อนมันสร้างเวร จึงต้องตกคุกนี้ เป็นเหตุที่สมควรแล้ว

หยางเซิง   :  ดู ๆ แล้วพวกนี้น่าเวทนามาก ในกรงขังยังมีวิญญาณโทษอีกมากหลาย ที่จริงมันทำผิดอะไรบ้าง จึงมารับการลงโทษที่นี่

พัศดี   :  คุกนี้วิญญาณโทษใหม่เข้ามาวันละเป็นพันตน ดังนั้นคุกนี้จึงมีขอบเขตแห่งความผิดกว้างขวางมาก บรรดาผู้ที่ชอบเที่ยวผู้หญิง จนเกินความต้องการ ผู้ที่มีไอ้จ้อนไม่สะอาด หรือผู้ที่ยังไม่ได้แต่งงาน ก็ไปเสียตัวในซ่องผู้หญิง หรือผู้ที่เที่ยวไปหลอกลวงผู้หญิง หรือผู้ที่แต่งงานแล้วเป็นชู้กัน หรือผู้ที่ปวารณาตัวถือศีลอยู่ในบรรพชิตหรือสำนักศักดิ์สิทธิ์แล้วยังมั่วกามลามก หรือผู้ที่สมสู่กันขัดต่อระดับชั้นวรรณะ หรือพวกโทรมหญิง (ลงแขก)  ไอ้จ้อนมันร้ายมาก ล้วนตัดสินให้ตกเข้ามาคุกนี้รับโทษอย่างทารุณทั้งสิ้น

อรหันต์จี้กง   :  อาตมาขอเตือนชาวโลก อย่าได้ทำผิดในเรื่องกามเป็นอันขาด โทษนี้หนักที่สุด เฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่บำเพ็ญธรรมอยู่ยิ่งสมควรระวังให้จงหนัก ผู้ทำผิดทางนี้ไม่มีทางให้อภัยเลย นอกจากต้องเกี่ยวข้องกับ "นรกพร่าหัวใจ" แห่งขุมที่ 5 แล้ว บางพวกยังต้องโทษที่ขุมนี้อีก แต่สวรรค์ท่านมีความเมตตาปราณีต่อชีวิตของมวลมนุษย์ แหวกช่องให้รอดเปิดโอกาสให้ ถ้าได้อ่าน "เที่ยวเมืองนรก" แล้วได้ตั้งใจปลงบาปสำนึกตัวและพิมพ์แจก "เที่ยวเมืองนรก" ให้มากเพื่อเตือนชาวโลกและไม่ทำผิดในเรื่องนี้อีก แล้วท่านเง็กเสียงอ๊วงตี่่จะได้ตรัสสั่งให้อภัยลงโทษ เนื่องจากเวลาดึกมากแล้ว เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารที่ให้การต้อนรับอย่างดี เราขอลาก่อนละ

พัศดี   :  ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

อรหันต์จี้กง   :  เจ้าหยางเซิงขึ้นบนดอกบัวเร็ว เตรียมกลับสำนัก

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับสู่ร่างดังเดิม 
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 11/09/2012 เวลา 02:19 น. »

                          เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 37  วันที่  1  ตุลาคม  พ.ศ. 2520

                  ตอน  ท่องแดนตัดไตหนูนรกน้อย

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             ดวงประทีป        ลอยเด่นใน        ราตรีกาล
นำหยางเซิง                    ท่องบาดาล       แดนประหาร
ครบรอบปี                      แต่งหนังสือ        ตามโองการ
ดลบันดาล                      ผู้หลงทาง         ทั่วแดนไกล 

อรหันต์จี้กง   :  สำนักของท่านรับเทวโองการแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ถึงวันนี้ได้ครบหนึ่งปีแล้ว
อาตมารับเกียรตินำพานายหยางเซิงไปเที่ยวชมรายละเอียดในแดนนรก และรวบรวมหลักฐานแห่งความผิดนั้น ๆ รู้สึกว่าเป็นภาระหน้าที่ที่หนักหน่วง และยาวนานมาก เฉพาะอย่างยิ่งถนนหนทางในแดนนรกน้อยขรุขระกันดาร ก่อให้เกิดความลำบากในการท่องเดินยิ่ง "เที่ยวเมืองนรก" เป็นหนังสือที่แปลกประหลาดพิศดารอันยิ่งใหญ่ในพิภพนี้ ซึ่งจุติลงด้วยการสนองรับความมุ่งมาตรแห่งสวรรค์ เนื่องจากสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแห่งเมืองไถ่ตงได้รับเทวโองการให้รับประทับทรงบรรยายธรรม มีผลงานกอบกู้ช่วยเหลือผู้คนนับได้เป็นอันดับหนึ่ง ดังนั้นท่านเง๊กเสียงอ๊วงตี่มีความพอพระทัยเป็นที่ยิ่ง จึงตรัสสั่งมอบหมายภาระกิจพิเศษอันใหญ่หลวงนี้ ทั้งนี้ก็เป็นความสามารถแห่งพู่กันศักดิ์สิทธิ์ จึงจะสามารถบรรลุผลงานอันศักดิ์สิทธิ์นี้ อาตมาก็รู้สึกพลอยสุขใจไปด้วย การเขียนแต่งของหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" ได้สำเร็จลงไปแล้วกว่าครึ่งเล่ม ระยะทางก็ยังห่างไกลมากอยู่ ขอศิษยานุศิษย์ทั้งหลายจงมุมานะงานอย่างได้หน่ายแหนง เมื่อกาลเวลาที่หนังสือนี้สำเร็จลง ผลบุญของศิษย์ทั้งหลายจะสามารถช่วยได้ถึง 3 ชั่วคน (ปู่  พ่อ  และลูก)  ได้เวลาท่องนรกแล้ว หยางเซิงเตรียมขึ้นบนดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา ขอขอบคุณท่านอาจารย์ที่ลำบากมาตลอดทั้งปีแผ่บารมีช่วยปกป้องคุ้มครองในทางลับ อย่างถี่ถ้วนละเอียดทุกประการ รู้สึกว่าตนเองนี้มีสติปัญญาไม่ผ่องแผ้ว ยังไม่สามารถเข้าใจบรรลุถึงขั้นลึกล้ำพิศดาร ขอท่านอาจารย์โปรดประทานรัศมีแห่งศักดิ์สิทธิ์ให้แก่กระผมด้วยเถิดขอรับ เนื่องจากกระผมเพิ่งรีบเดินทางกลับจากสำนักธรรม "กำซิวตึ้ง" ทางใต้รู้สึกว่ามีอาการอ่อนเพลียบ้างเล็กน้อย อาจารย์ท่านจะให้ยาวิเศษผมสักเม็ด เพื่อปลุกกระตุ้นประสาทได้หรือไม่ไฉน?.

อรหันต์จี้กง   :  เจ้าลำบากมามาก เนื่องจากเจ้ามีความตั้งใจแน่วแน่บริสุทธิ์ ฉันจึงได้ให้ยาวิเศษไปหลายหน เจ้าก็รู้แก่ใจแล้วหลังจากเริ่มแต่ง "เที่ยวเมืองนรก" ร่างกายเจ้าแข็งแกร่งล้ำสันขึ้นทุกวัน พุทธเทพเจ้าท่านได้ประทานช่วยเจ้าด้วยพลังแห่งสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไม่น้อยเลย วันนี้ฉันจะให้ยาทิพย์อีก 3 เม็ด กินเร็วเข้า เพื่อเตรียมท่องนรก

หยางเซิง   :  ขอขอบคุณท่านอาจารย์เป็นที่ยิ่งที่ได้แผ่บารมีปกป้องคุ้มครองกระผม โรคกระเพาะที่เรื้อรังมานานปี หลังจากรับเทวโองการแต่งหนังสือแล้ว ค่อย ๆ หายไปโดยมิได้ทานยา วันนี้ได้รับทานยาทิพย์จากท่านอาจารย์อีกครั้ง รู้สึกจิตใจและสติผ่องใสกระปรี้กระเปร่า ขอบพระคุณมากครับ

อรหันต์จี้กง   :  เพราะเวลาน้อยมากแล้ว ขึ้นบนดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา  กระผมนั่งเรียบร้อยแล้วเชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางเถิด.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้ว รีบลงจากดอกบัวเร็ว 

หยางเซิง   :  เบื้องหน้าคือคุกอะไร?. ไฉนจึงได้ยินเสียงคนร้องอย่างเจ็บปวดและมีเสียงหนูด้วย

อรหันต์จี้กง   :  คุกข้างหน้าเป็น "แดนตัดไตหนูกัดนรกน้อย" ซึ่งเป็นคกหนึ่งในจำนวน 16 นรกน้อยที่อยู่ในความปกครองของขุมที่ 6 พัศดีและนายทหารได้มาแล้ว รีบเข้าไปแสดงความเคารพ

หยางเซิง   :  ขอรับกระผม ขอแสดงความเคารพต่อท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลาย ข้าพเจ้านายหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งเมืองไถ่ตง วันนี้ได้ติดตามท่านอาจารย์มาเยี่ยมชมคุกของท่าน ขอได้ให้คำแนะนำชี้แจงและความสะดวกด้วย

พัศดี   :  มิต้อง ลุกขึ้นเร็ว !  คุกของเราได้รับคำสั่งจากท่านยมบาล ทราบว่าท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงจะมาเยี่ยมชมเพื่อแต่งหนังสือ เชิญตามข้าพเจ้าเข้าไปในคุกเถิด

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีให้การรับรองอย่างดี แต่ว่าในคุกเห็นหนูเกลื่อนกลาดไปทั่วพื้น บุกจู่โจมเข้าเล่นงานวิญญาณโทษ วิญญาณโทษแต่ละตนถูกล่ามติดอยู่กับพื้น มือทั้งสองข้างมิสามารถป้องกันตนเองได้ ได้ยินแต่เสียงร้องตะโกนอย่างเจ็บปวด อันที่จริงแล้วพวกมันต้องโทษอย่างไร?. 
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 07/09/2012 เวลา 11:14 น. »

                          เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 36  วันที่  18  สิงหาคม  พ.ศ. 2520

                                 ขุมที่ 6

                 ตอน  สนทนากับยมบาลเปียงเซี้ยอ๊วง

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            กลางเดือนแปด        เวียนมาถึง        อย่างง่ายดาย
วุ่นมิคลาย                          ตั้งแต่เช้า          ยันค่ำมา
หงอกขึ้นเต็ม                       ศรีษะ              ด่วนชรา
มัวชะล่า                           ไม่ชำระ            สะสางใจ 

ยมบาล   :  ชาหยาบ ๆ
เท่านั้นเอง ของมันมีน้อยค่ามันก็สูงท่านจึงมีความรู้สึกอย่างนี้แหละ ท่านทั้งสองมายังที่นี่ในวันนี้ข้าพเจ้ามีความชื่นชมยินดีมาก พูดถึงเหตุการณ์ในโลกมนุษย์ของทุกวันนี้แล้วแทบไม่อยากกล่าวถึงเลย  ดังนั้นพระทัยของเง็กเสียงอ๊วงตี่ท่านทรงสลดยิ่ง จึงได้ตรัสสั่งมายังสำนักของท่านให้แต่งหนังสือ เที่ยวเมืองนรก" เพราะเหตุว่าชาวโลกไม่เชื่อว่าผู้ที่ทำชั่วสร้างบาปเมื่อตายลงแล้วต้องไปรับโทษยังแดนนรก จึงได้สั่งอาจารย์นำพาหยางเซิงล่องลงยมโลก เยี่ยมชมเหตุการณ์ของชาวโลกที่ตายลงแล้ว โดนแดนนรกทำโทษอย่างไรบ้าง โดยให้ เง็กฮือท่งจื้อ เทวดาองค์หนึ่ง ใช้ตาทิพย์ถ่ายทอดสดจากสถานที่ปัจจุบัน แล้วนำเอาสภาพจริงที่หยางเซิงพบเห็นในระหว่างท่องอยู่ในนรก ถ่ายทอดออกโดยอาศัยพู่กันจากร่างทรง เชื่อว่าหนังสือเล่มนี้สำเร็จลง จะได้ช่วยกอบกู้ผู้คนได้ไม่น้อย ทุกวันนี้ชาวโลกสนใจแต่วิทยาศาสตร์ดูหมิ่นดูแคลนต่อภูติผีเทพเจ้า จึงเกิดการปล้นจี้  ฆ่าแกง  ข่มขืน  ฉ้อฉล  ขโมยต่าง ๆ  ขึ้นทุกแห่งหนและบ่อยครั้ง ชาวโลกถือแต่เหตุการณ์เฉพาะหน้า ในใจคิดว่าเมื่อได้รอดพ้นจากเงื้อมมือกฏหมายไปได้แล้วก็จะเรียบร้อยลง ดังนั้นบรรดาที่หาช่องโหว่แห่งกฏหมายหรือเสี่ยงต่อกฏหมายนั้น จะเห็นมีอยู่ทั่วไป บรรดาพวกทำลายความทำนองคลองธรรมไม่เคารพต่อศีลธรรมทางการค้า ตอมเต็มอยู่ในเมืองมนุษย์เป็นเรื่องที่น่าอนาถใจยิ่ง นี่แหละคือผลที่ติดตามมาอันเลวร้ายของการนิยมวัตถุ โลกทุกวันนี้มีสภาพอย่างที่เห็นนี้ ทำให้จิตใจข้าพเจ้าเจ็บปวด ผู้ที่ไปเชื่อถือผีเจ้าทั้งเหตุและผล แล้วไปก่อกรรมทำเข็ญ เมื่อตายลงแล้วไม่มีแม้คนเดียวจะรอดจากการลงโทษของยมโลกที่เรียกว่า "แม้กฏสวรรค์จะหละหลวม แต่ก็ไม่มีใครรอดได้" คือหมายถึงเรื่องนี้ล่ะ ข้าพเจ้าควบคุมขุมที่ 6 คือ "นรกใหญ่ตะโกนร้อง" บรรดาผีที่ถูกตัดสินโทษจากขุมที่ 6 ความเจ็บปวดทรมานไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าขุมที่ 5 ดังนั้นจึงเรียกว่า "นรกใหญ่ตะโกนร้อง" โดยเอาสถานที่การลงโทษจาก 16 นรกน้อย ชาวโลกที่กระทำสิ่งชั่วร้ายอุบาทว์หนักหนา ผู้ที่ไม่เคารพระเบียบประเพณีศีลธรรมนั้น ต้องถูกทำโทษอย่างลึกซึ้งหนักหน่วงอเนจอนาถยิ่ง เมื่อท่านหยางเซิงกลับสู่โลกมนุษย์แล้ว ควรปลอบเตือนชาวโลกสงบอารมณ์ หล่อหลอมจิตใจบำเพ็ญกาย ประพฤติปฏิบัติอยู่ในขอบเขตของตน ท่านทั้งสองมาเยี่ยมชมในนรกวันนี้ข้าพเจ้าขอแสดงความยินดีต้อนรับอย่างสูง การรับดื่มน้ำชาทิพย์ผิดแปลกแตกต่างกับนักโทษที่รับการทำโทษอยู่นั้นราวฟ้ากับดิน ชาวโลกจะลงเอยกันอย่างไร ตัวเองต้องตระเตรียมการไว้ก่อน เชิญท่านทั้งสองดื่มน้ำชาเถิด

อรหันต์จี้กง   :  วันนี้หมดเวลาลงแล้ว อาตมาว่าวันอื่นค่อยมาเยี่ยมชมสภาพการณ์ของคุกต่าง ๆ กันใหม่

ยมบาล   :  ก็ดีเหมือนกัน ยินดีต้อนรับท่านทั้งสองมาเยี่ยมใหม่ ให้ข้าราชการทั้งหลายตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

หยางเซิง   :  ขอบคุณมากที่ท่านยมบาลประทานน้ำชาทิพย์ และวาจาอันมีค่าเท่าเทียมหยกทองปลอบโยนให้ เนื่องจากเวลาดึกมากแล้ว จำเป็นต้องกราบลาละครับ

อรหันต์จี้กง   :  เจ้าหยางเซิงเตรียมขึ้นดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม

                         นรกขุมที่หก

        ขุมที่หก             นรกร้าง             ไว้คอยปราบ
คอยขนาบ                  ผู้ชาย                ที่มั่วกาม
นรกตัดไต                  ตัดไอ้จ้อน            จะได้ปราม
หนูคุกคาม                 กัดถอนราก           ให้สิ้นซาก
        พวกรถซิ่ง          สิงห์มอเตอร์ฯ        ชอบปาดหน้า
ชอบแข่งท้า               ผลาญทรัพย์สิน      ชนคนตาย
ในนรก                      ถูกรถทับ             โทษเหลือหลาย
จะได้คลาย                ความบ้าคลั่ง          ครั้งอดีตมา
        พวกพูดจา         สามหาว               อวดแบ่งใหญ่
แสดงใคร่                  พูดอ่อนหวาน         กล่าวมดเท็จ
ถูกแหวกปาก             ยัดหนามเหล็ก        คงแสนเผ็ด
จะได้เข็ด                  กลับตัว                เปลี่ยนนิสัย
        ท่านตุลา          พิพากษา              คดีความ
อย่าวู่วาม                 ตัดสิน                  ไม่ยุติธรรม
รับสินบน                  ดำเป็นขาว            ก่อเวรกรรม
ตาข่ายตำ                 ตั๊กแตนเจาะ          เพราะขาดธรรม
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 07/09/2012 เวลา 10:26 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 36  วันที่  18  สิงหาคม  พ.ศ. 2520

                                 ขุมที่ 6

                 ตอน  สนทนากับยมบาลเปียงเซี้ยอ๊วง

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            กลางเดือนแปด        เวียนมาถึง        อย่างง่ายดาย
วุ่นมิคลาย                          ตั้งแต่เช้า          ยันค่ำมา
หงอกขึ้นเต็ม                       ศรีษะ              ด่วนชรา
มัวชะล่า                           ไม่ชำระ            สะสางใจ

อรหันต์จี้กง   :  วันเพ็ญเดือน 8 ใกล้เข้ามาอีกแล้ว
วันเวลาผ่านไปเหมือนสายน้ำ สำนักของท่านรับเทวโองการให้แต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" เมื่อวันเพ็ญปีกลายนี้ พริบตาเดียวเกือบเต็มขวบปีแล้ว ศิษย์ทังหลายได้ทำงานหามรุ่งหามค่ำอย่างเหน็ดเหนือยเพื่อแต่งหนังสือ ได้สร้างแล้วซึ่งความชอบอันยิ่งใหญ่ ชีวิตมิได้อยู่ยืนนานนัก โบราณท่านว่า คนเรามีอายุได้ถึง 70 ปี นั้นหาได้ยากแต่โบราณกาลมา" มาตรแม้นวิชาแพทย์จะเจริญรุ่งเรืองในสมัยปัจจุบัน ระดับการครองชีพยกฐานะสูงขึ้น มีการเผยแพร่แนะนำว่า "ชีวิตเริ่มต้นด้วย 70 (ปี)" แต่ผู้ที่สามารถมีอายุถึง 70 ปีนั้นมีสักกี่คน ที่จริงแล้วสวรรค์ท่านมิได้กำหนดอายุขัยของมนุษย์แต่อย่างไร แต่เนื่องจากมนุษย์เรามักมากในกาม กำลังกายกำลังใจถูกเผาผลาญไปเกินควร จึงทำให้ร่างกายดับลงก่อนวัย ซึ่งเป็นการฆ่าตัวเองของชาวมนุษย์โดยแท้ ดังนั้น จึงขอเตือนชาวโลกรีบบำเพ็ญตนแต่เนิ่น ๆ ปลูกฝังเสริมแต่งวิญญาณและจิตใจ ก็จะสามารถมีอายุขัยได้ยั่งยืนนาน วันนี้เตรียมท่องนรก หยางเซิงขึ้นบนดอกบัวเสีย

หยางเซิง   :  มิทราบว่าวันนี้จะไปแห่งใด?.

อรหันต์จี้กง   :  ขุมที่ 5 ท่องมามากพอสมควรแล้ว วันนี้จะเดินทางไปขุมที่ 6 หวังว่าคงตั้งจิตได้มั่นคง

หยางเซิง   :  ภาระหน้าที่ท่องนรกได้สำเร็จลุล่วงไปได้ครึ่งหนึ่งแล้ว กระผมก็ค่อนข้างจะสบายใจ

อรหันต์จี้กง   :  กิจธุระสำเร็จหรือไม่อยู่ที่ตัวคนทำ ขอให้ตั้งใจมั่นคงแน่วแน่ ปฏิญาณไม่ท้อถอย ภารกิจท่องนรกที่หนักหน่วงนั้นก็จะสำเร็จลงโดยสะดวกรวดเร็ว รีบขึ้นดอกบัวเถอะ เวลามีน้อยมาก

หยางเซิง   :  กระผมนั่งเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางเถิด.....! 

อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้วละ เจ้ารีบลงจากดอกบัวเร็ว

หยางเซิง   : ศาลาว่าการของขุมที่ 6 ได้อยู่ต่อหน้าเราแล้วนอกปราสาทพวกวิญญาณผีออกกันเป็นกลุ่ม ๆ กำลังออกนั่งบัลลังก์ชำระคดี ผู้ที่นั่งอยู่ตรงกลางเกิดถอนตัวออกโดยฉับพลันทันด่วน พวกวิญญาณผีจึงมองมาทางนี้เป็นตาเดียวกัน

อรหันต์จี้กง   :  เปียงเซี้ยอ๊วง แห่งขุมที่ 6 ได้ลงบันไดมาต้อนรับเราแล้ว เจ้าหยางเซิงจงตามฉันเข้าไปแสดงความเคารพ

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา ! ขอแสดงความคารวะต่อท่านยมบาลและเทวทูตทั้งหลาย ข้าพเจ้าศิษย์ผู้ต่ำต้อยคือศิษย์แห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง ซึ่งเป็นศิษย์แห่งกวนอู เราศิษย์อาจารย์รับเทวโองการแต่งหนังสือ มาหาข้อมูลหลักฐานทางยมโลก เพื่อเป็นการเตือนชาวมนุษย์ การมาถึงที่นี่ในวันนี้ ขอให้ท่านยมบาลโปรดประทานความสะดวกให้ด้วย

ยมบาล   :  ลุกขึ้นเร็ว มิต้อง ยินดีที่ได้พบ ! ได้ยินสำนักของท่านเปิดรับประทับทรงบรรยายธรรมมาเป็นเวลานาน สร้างความดีในการเตือนชาวโลกมากหลาย วันเพ็ญเดือน 8 ปีที่แล้ว ขุมของเราได้รับเทวโองการแล้ว ทราบว่าสำนักของท่านแต่งหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" วันนี้เพิ่งมาถึงที่นี่เชิญท่านอาจารย์และท่านหยางเซิงเข้าไปนั่งพักภายในเถิด

อรหันต์จี้กง   :  ขอบคุณท่านเปียงเซี้ยอ๊วงที่ให้เกียรติต้อนรับมาก เจ้าหยางเซิง เราตามท่านยมบาลเข้าไปข้างในเถิด

ยมบาล   :  เทวทูตรีบเสิร์ฟน้ำชาทิพย์เร็ว

เทวทูต   :  ขอรับคำบัญชา.....เชิญดื่มน้ำชา ! 

ยมบาล   :  ท่านอาจารย์กับท่านหยางเซิง มิต้องเกรงใจ เชิญดื่ม

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านยมบาลในการต้อนรับครั้งนี้้ น้ำชานี้ไม่เหมือนกับชาของเมืองมนุษย์ รู้สึกรสหวานชุ่มคอดี
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 07/09/2012 เวลา 09:01 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 35  วันที่  30  สิงหาคม  พ.ศ. 2520

                     ตอน  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย  ครั้งที่ 4

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            การพนัน        เหมือนแมลงเม่า        โถมกองไฟ
ทรัพย์บรรลัย              แม้นหมื่นแสน            ไม่รู้สึก
หญิงสำส่อน              เมามั่วกาม                ไม่เคยนึก
ตกเหวลึก                 จะร้องโอด                ร้องไปไย   

วิญญาณโทษ   : 
ขอรับคำบัญชา ผมตอนมีชีวิตอยู่ทำงานบริษัทแผนกเดินตลาด วันทั้งวันต้องไปติดต่อลูกค้าอยู่นอกร้าน จึงได้ไปพักผ่อนที่โรงแรมเสมอ ๆ เลยรู้จักแม่สื่อคนหนึ่ง มิช้ามินานต่อมา เธอได้ชวนผมร่วมเล่นการพนันด้วย แรกเริ่มเดิมทีเพียงแต่ว่าอยากรู้อยากเห็นเท่านั้น ต่อมาก็เล่นกันเป็นประจำทุกวัน มิเช่นนั้นแล้วมันคันไม้คันมือหงุดหงิดใจไปหมด จากนั้นก็ลุ่มหลงเที่ยวแตร่อยู่กับบ่อนการพนัน แม้ว่ารายได้จากงานนอกร้านพอสมควร แต่มักจะเล่นเสียจนป่นปี้ไปหมด จึงไม่สมดุลกับทุนการพนัน ก็เลยต้องไปหยิบยืมจากเพื่อนฝูงทั่วไป ไม่สนใจดูแลความเป็นอยู่ในครอบครัวผ่านชีวิตด้วยวิธีนี้ไปเรื่อย ๆ  จวบจนกระทั้่งอายุได้ 43 ปี ครั้งหนึ่งได้ขี่รถเครื่อง เกิดอุบัติเหตุขึ้น โดยที่มีอาการมึนเมาด้วยฤทธิ์สุราชีวิตเลยลาโลก เมื่อตายแล้วถูกยมทูตคุมตัวมายังนรกจึงรู้ว่าโดนหักอายุขัย 5 ปีผ่านการพิจารณาจากขุมที่ 1 จนถึงขุมที่4 แล้วจึงส่งมอบให้ขุมที่ 5  ท่านยมบาลโกรธมาก ตัดสินให้ผมตกเข้า"นรกพร่าหัวใจ" 13ปี แต่ละวันโดนพร่าเฉือน "ใจที่รักการพนัน" เจ็บปวดทรมานเหลือที่จะกล่าว ขอให้ชาวโลกจงอย่ารักการพนันเป็นชีวิตจิตใจเป็นอันขาด แดนนรกเกลียดพวกนักการพนันยิ่ง ท่านยมบาลพอเห็นหน้านักการพนันต้องสั่งให้คุมไปเฆี่ยนเสียหนึ่งร้อยหวายก่อนแล้วจึงพิจารณาคดี ท่านว่าก้นของนั่งการพนันนั้นแข็งแกร่งมาก เพราะว่านั่งอยู่กับโต๊ะพนันทุกวี่วัน ขาดการออกกำลังกาย ท่านยมบาลจึงได้ใช้ไม้กระดานเฆี่ยนตีที่ก้น เพื่อเป็นการอกกำลังกาย การกระทำเช่นนี้ไม่เพียงแต่รับการอดสูและยังต้องเจ็บตัวด้วย โอย ผมเจ็บปวดทรมานจริง ๆ ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยเหลือด้วย

อรหันต์จี้กง   :  พวกนักการพนัน เมื่อลงมือแล้วไม่เคยมีการปรานีใครเลย แกจะใช้มือข้างไหนขอความช่วยเหลือจากฉัน?. รับโทษแต่โดยดีไปเถอะ อย่าคิดเพ้อเจ้อไปเลย ! 

พัศดี   :  ห้ามขอความช่วยเหลือส่งเดชนะ "ใจรักการพนัน" รักษาให้แกหายดีแล้วยังจะต้องส่งไปลงโทษที่ "นรกไปนาบมือ" อีก ใครใช้ให้แกชอบเล่นการพนันตอนมีชีวิตอยู่เล่า เมื่อตายแล้วก็ต้องรับการสนองอย่างนี้แหละ  อย่าไปโทษฟ้าโทษคนเลย วิญญาณโทษตนที่ 2 รีบสารภาพมาว่าปางก่อนได้ทำอะไรน่าอดสูไว้บ้าง

วิญญาณโทษ   : คนมากหน้าหลายตาอย่างนี้ พูดไปก็อายละซี...ฉันได้แต่งงานแล้ว เนื่องจากมีนิสัยสำส่อนมาแต่เดิม จึงได้เที่ยวคบหาเพื่อนชายทั่วไปหมด เพื่อหาความสุขตื่นเต้น ตอนมีชีวิตอยู่ได้คบชาย 5 คน แอบไปสมสู่กันนอกบ้านเสมอ ๆ สามีไม่มีทางจะรู้ได้เลย ตอนที่อายุได้ 54 ปี เกิดเป็นโรคหัวใจวายถึงกับตายลง วิญญาณถูกนายทหารขาวดำคุมเอาไว้ ผ่านหอกระจก (กรรม) วิเศษฉายเอาความบัดสีในปางก่อนออกมาจึงได้รับสารภาพโดนส่งมอบให้ขุมที่ 5 ตัดสินเข้าอยู่ใน "นรกพร่าหัวใจ" 20 ปี แต่ละวันถูกพร่าเฉือนหัวใจแสนเจ็บปวดจะสำนึกผิดได้ก็สายเสียแล้ว ขอท่านอาจารย์โปรดช่วยขอร้องต่อท่านยมบาล ให้ความปรานีอภัยฉันพ้นจากความทรมานนี้เถิด

อรหันต์จี้กง   :  เธอเป็นเมียคน แต่ไม่รักษาสงวนประเพณีแห่งสตรีเพศ หลงในกาม ใฝ่หาสิ่งฟุ้งเฟ้อไร้แก่นสาร และก็ไมเคยมีการทำบุญสร้างกุศลฉันก็ไม่สามารถจะช่วยได้

พัศดี   :  ท่านอาจารย์อย่าได้ไปสนใจมันเลย ตอนมีชีวิตอยู่ชอบมั่วกาม จึงต้องพร่าเฉือนเอา "ใจมักมากในกาม" ออก นี่คือการทำเองรับเอง จะขอให้พุทธเทพอภัยโทษให้ ตอนมีชีวิตอยู่ความวางมือจากมีดฆ่าสัตว์ (คือสร้างบุญสร้งกุศล)  เช่นนั้นแล้วจึงมาขอพุทธขอเทพ ก็จะได้ให้อภัยโทษทันที ถ้ายังไม่สำนึกตัวจนวันตาย จะอภัยก็ไม่มีทางเสียแล้วล่ะ

อรหันต์จี้กง   :  ท่านพัศดีพูดสมเหตุสมผลมาก บรรดาผู้ที่ชอบเล่นการพนันหรือชอบมั่วกามนั้น ควรรีบสำนึกตัว แล้วตั้งต้นกันใหม่ ทำบุญกุศลให้มาก หากว่าสามารถไปบนบานต่อหน้าสิ่งศักดิ์สิทธิ์แล้วพิมพ์แจก "เที่ยวเมืองนรก" ให้มากเข้าโทษนั้นก็จะอภัยให้ได้ วันนี้เวลาดึกมากแล้ว เจ้าหยางเซิงเราเตรียมกลับสำนักกันเถอะ

หยางเซิง   :  ขอรับคำบัญชา ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารที่ให้การรับรอง ขอลาก่อนละ

พัศดี   :  ให้นายทหารตั้งแถวนมัสการส่งท่านอาจารย์

อรหันต์จี้กง   :  เจ้าอยางเซิงรีบขึ้นบนดอกบัวเร็ว เตรียมเดินทางกลับ

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญอาจารย์ท่านกลับได้แล้ว...

อรหันต์จี้กง   :  สำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งถึงแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม

                              นรกขุมที่ห้า

        ขุมที่ห้า             สุดสยอง             แสนน่ากลัว
สุดมีดมัว                    น่าเกรงขาม         อนาถหนอ
วิญญาณบาป              ย่างเข้ามา           น้ำตาคลอ
ผู้บาปรอ                    รับโทษทัณฑ์       โดยทั่วกัน
        ยมบาล             หน้าเหล็ก            สั่งเฉียบขาด
ชี้ชะตา                     ผู้ก่อกรรม             ให้อาสัญ
ถูกแหวกอก               ควักหัวใจ             กรีดร้องกัน
หมิ่นวัฒนธรรม            เห่อต่างชาติ          ดูถูกตัว
        พวกลืมตน         ลืมชาติ                ศาสน์กษัตริย์
ชอบตระบัด               ยักยอก                ทำลายชาติ
พวกริษยา                 เขาได้ดี                เป็นสันดาน
ได้รับการ                 ทุรกรรม                ให้ซ้ำไป
        ทั้งพวกสงฆ์      ไม่เจียมตน            ออกนอกศีล
เที่ยวหากิน               นอกลู่ทาง            เถลไถล
ชอบดูถูก                 ศาสนา                 ของใครใคร
ที่กล่าวไป                ถูกพร่าใจ              ให้สิ้นกรรม
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 06/09/2012 เวลา 15:34 น. »

                         เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 35  วันที่  30  สิงหาคม  พ.ศ. 2520

                     ตอน  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย  ครั้งที่ 4

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

            การพนัน        เหมือนแมลงเม่า        โถมกองไฟ
ทรัพย์บรรลัย              แม้นหมื่นแสน            ไม่รู้สึก
หญิงสำส่อน              เมามั่วกาม                ไม่เคยนึก
ตกเหวลึก                 จะร้องโอด                ร้องไปไย 

อรหันต์จี้กง   :  พวกที่กินแล้วก็เที่ยว ไม่คิดจะทำงานทำการ
ไม่ประกอบอาชีพที่ชอบธรรม ดำเนินการครองชีพด้วยเล่นการพนัน มีผู้สุจริตชนไม่น้อยถูกพวกนี้หลอกล่อตกหลุมพรางจนเสียผู้เสียคนถึงกลับต้องล้มละลายบ้านแตกหมดเนื้อหมดตัว เป็นเรื่องที่น่าแค้นเคืองยิ่งนัก เช่นกรณีการปล้นทรัพย์เมื่อเร็ว ๆ นี้ที่เกิดขึ้นในถาคกลางก็เนื่องมาจากการเล่นการพนัน สาเหตุมาจากไม่มีเงินไปใช้หนี้ในการเสียพนันนั้น จึงได้เสี่ยงอันตรายไปปล้นเขา ดังนั้นคดีปล้นจี้ใหญ่น้อยกับการลักเล็กขโมยน้อยจึงเกิดขึ้นเสมอ ๆ การพนันสามารถทำลายมนุษย์ แพร่พิษสงลึกล้ำมากมาย ชาวโลกจงอย่าเข้าใกล้บ่อนการพนันเป็นอันขาดเพื่อที่จะไม่ต้องซ้ำชอกขมขืนไปตลอดกาลนาน กามราคะเป็นที่สุดแห่งความชั่วร้ายทั้งปวง ใครไปทำเข้าจะต้องรับโทษอัปยศอดสูเสียชื่อเสียเสียง เฉพาะผู้หญิงคนดีตามบ้านยิ่งต้องรักเกียรติชื่อเสียงอย่าไปคบชู้สู่ชายลับหลังสามี ก่อเหตุร้ายขึ้น หญิงเจ้าชู้มีบาปนักหนา เฉกเช่นการพนันวิญญาณผีในแดนนรกโอดครวญร้องทุกข์ สุ้มเสียงนั้นเศร้าโศกหดหู่เวทนา ไม่น้อยที่เกิดจากสิ่งเหล่านี้ วันนี้อาตมาจะพาหยางเซิงไปท่อง "16 แดนพร่าหัวใจนรกน้อย" อีกครั้ง  ไปสังเกตการณ์การลงโทษของพวกนี้ เจ้าหยางเซิงเตรียมขึ้นบนดอกบัว

หยางเซิง   :  กระผมนั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์ออกเดินทางได้.....

อรหันต์จี้กง   :  ถึงแล้วละ เจ้ารีบลงจากดอกบัว

หยางเซิง   :  กระผมลงมาแล้ว เหตุการณ์ของแดนนรกในวันนี้ผิดแปลกต่างกันมาก วิญญาณผีเที่ยวไปเที่ยวมา รู้สึกคึกคักมาก  บรรยายกาศนั้นได้ปลอดโปร่งนุ่มนวลดี มันเนื่องจากอันใดมิทราบ?

อรหันต์จี้กง   :  เพราะเหตุว่ากลางเดือนเจ็ดได้มีการโปรดเวไนยสัตว์ (โปรดสัตว์) สองวันนี้ในโลกมนุษย์ทุกแห่งหนได้จัดแต่งสถานที่ทำพิธีกรรมเพื่อให้ทานแผ่ส่วนบุญแก่วิญญาณผี ถ้าหากวิญญาณตนใดที่มีโทษฐานเบาหน่อยล้วนสามารถออกจากคุก ไปรับการให้ทานโดยทั่วหน้า

หยางเซิง   :  ความจริงเป็นอย่างนี้เอง พัศดีได้มาต้อนรับเราอยู่ข้างหน้าแล้ว

พัศดี   :  ยินดีต้อนรับท่านทั้งสองมาเยือนคุกนี้ เพราะเหตุตรงกับเดือนเจ็ดมีการโปรดสัตว์ ยมโลกให้อภัยโทษครั้งใหญ่ จึงรู้สึกค่อนข้างวุ่นวายสับสน ขอท่านอย่าได้ถือสาหาความเลย

อรหันต์จี้กง   :  ที่ไหนได้ ไม่ต้องเกรงใจ เรารบกวนบ่อยครั้งแล้ว ขอท่านพัศดีและนายทหารทั้งหลายอภัยให้ด้วย

พัศดี   :  นี่เป็นกระทำการตามคำสั่ง แต่งหนังสือเตือนชาวโลก บุญกุศลยิ่งยงนัก กล้าหรือจะทำเฉยเมย เชิญเข้าชมภายในเถิด

หยางเซิง   :  ขอบคุณ ในคุกมีเสียงร้องด้วยความเจ็บปวดไม่ขาดสาย

อรหันต์จี้กง   :  นรกพร่าหัวใจล้วนเป็นพวกที่มีโทษหนักมาก จึงไม่อยู่ในรายการอภัยโทษครั้งใหญ่นี้ เลยไม่สามารถรับการเซ่นไหว้ของสังเวยจากแดนมนุษย์

พัศดี   :  วันนี้ข้าพเจ้าคุมตัววิญญาณโทษ 2 ตน ที่ต่างจากวันก่อนให้มันบอกเล่าเหตุการณ์ในปางก่อนด้วยตัวมันเอง จงฟังคำสั่งดังนี้ ท่านรูปนี้คืออรหันต์จี้กง อีกท่านหนึ่งคือหยางเซิงแห่งสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้ง เมืองไถ่ตง เมืองมนุษย์ เนื่องจากได้รับเทวโองการให้เข้ามายังยมโลกรวบรวมหลักฐานข้อมูลเตือนชาวโลก หวังว่าวิญญาณโทษ 2 ตนนี้จะรีบสารภาพความชั่วที่สร้างสมไว้ในปางก่อนอย่าได้ชักช้าเสียเวลา 
ข้อความโดย: หนึ่งเดียว หลุดพ้น
« เมื่อ: 05/09/2012 เวลา 09:50 น. »

                        เที่ยวเมืองนรก

               ครั้งที่ 34  วันที่  17  สิงหาคม  พ.ศ. 2520

                     ตอน  ท่องแดนพร่าหัวใจนรกน้อย  ครั้งที่ 3

                       พอดีเป็นเดือนเจ็ดประตูผีเมืองนรกเปิด

        ท่านอรหันต์จี้กงเสด็จปรากฏกาย ตรัสเป็นกลอนมีความว่า  :

             เทศกาล        ทิ้งกระจาด        ในเดือนเจ็ด
วิญญาณผั                  ทั้งใหญ่เล็ก        สุขหรรษา
ขุมนรก                      ปลดปล่อยผี       สามสิบเพลา
เหมือนมนุษย์              สุขสมหวัง          ไม่มากนัก 

พัศดี   :  เนื่องจากเป็นเดือนเจ็ด บรรดาวิญญาณผีที่ไม่มีความผิด สามารถออกจากคุกไปท่องเที่ยว
วิญญาณโทษเหล่านี้ก็เคยได้ยินเขาพูดไว้ตอนที่ยังมีชีวิตอยู่ว่า เดือนเจ็ดเป็นโลกแห่งวิญญาณผี ในใจคิดว่าวันนี้จะได้ปลดทุกข์สบายสักครั้ง แต่หารู้ไม่ขื่อคาถูกมัด ร่างกายมิได้เป็นอิสระ เห็นคนอื่นได้พักผ่อนสนุกสนานด้วยความกระลิ้มกระเหลี่ย ตนเองถูกคุมขัง ยมทูตไม่มีการปราณี ก็ยังลงโทษพร่าหัวใจตามเคย จึงเกิดการกลุ้มอกกลุ้มใจอเนจอนาจใจยิ่งนัก ชาวโลกควรเตรียมใจไว้แต่เนิ่น ๆ เป็นคนดี ทำความดี อย่าทำบาป  ตายลงแล้วอยู่ในแดนนรกจะไม่เห็นดาวเห็นตะวันเลย ซ้ำยังไม่มีความอิสรเสรีด้วยเนื่องจากเวลาน้อย ข้าพเจ้าจะจัดให้วิญญาณโทษ 2 ตนออกจากที่คุมขังให้เล่าความชั่วของตัวมันเองในปางก่อนเป็นการปลอบเตือนชาวโลก

วิญญาณโทษ   :  พูดไปแล้วน่าขายหน้ามาก เนื่องจากผมได้สูญสิ้นภรรยาตอนวัยกลางคน แต่ยังมีกามราคะติดกายติดใจอยู่ อยู่มาวันหนึ่งขณะที่อยู่ในที่เปลี่ยวของชนบท ระหว่างทางได้พบหญิงสาวนางหนึ่ง จึงเกิดความใคร่ขึ้นอย่างรุนแรงเห็นว่าปลอดคนทั้งสี่ทิศจึงตรงเข้าไปสวมกอดเธอแล้วฉุดคร่าเข้าไปในสวนอ้อยที่ใกล้ ๆ นั้นเตรียมการข่มขืนเธอ หญิงสาวนั้นก็ร้องดิ้นขัดขืนร่ำไห้ครวญครางขอร้องให้ปล่อยเธอไป เนื่องจากผมได้สูญสิ้นสติสัมปชัญญะหิริโอตตัปปะแล้ว จึงสำทับข่มขุ๋ว่า หากไม่ยอมจะฆ่าให้ตาย ในที่สุดเธอก็ต้องจำยอม ให้ผมทำการปู้ยี่ปู้ยำ หลังจากเหตุการณ์ผ่านพ้นไปแล้วผมมีความรู้สึกสำนึกตัว รู้สึกเสียใจมาก แม้ว่าเธอผู้นั้นมิได้ไปแจ้งความให้ตำรวจสืบสวนคดี แต่ผมมีความละอายใจต่อตัวเอง ได้แต่ติเตือนตัวเองอยู่เสมอ ๆ ต่อมาไม่นานผมตายลงด้วยโรคไข้ วิญญาณตกไปถึงแดนนรก  ท่านยมบาลมีความโกรธยิ่งเพราะเหตุว่าผมได้รับสารภาพความผิดโดยดี จึงมิได้ผ่านหอกระจก (กรรม) วิเศษ โดยถูกส่งตรงมายังขุมที่ 5 ตัดสินให้ตกเข้า "นรกพร่าหัวใจ" มีกำหนด 10 ปี เพื่อพร่าเฉือน "ใจมักมากในกาม ใจข่มขืน" ของผมได้รับความทรมานมา 4 ปีเศษแล้ว แต่ละวันเจ็บใจสำนึกผิด แต่เมื่อพลั้งพลาดครั้งเดียว จึงต้องระทมเป็นพันปี จะสำนึกตัวได้ก็สายเสียแล้ว

พัศดี   :  ข่มขืนหญิงพรหมจารี ทำลายคนตลอดชาติ บาปกรรมนั้นชั่วร้ายใหญ่ยิ่งสุดซึ้ง แม้แกจะโทษตัวเองจนถึงกับตายลง รู้จักสำนึกผิดแต่โทษอันนี้ไม่มีทางที่จะชดใช้ได้ ความชั่วร้ายทั้งหลายนับได้ว่ากามราคะเป็นความชั่วที่สุดยอด ทำเองรับเอง อย่าไปโทษใครเขาเลย ขอเตือนชาวโลก อย่าได้ทำผิดในเรื่องกามลามกนี้เป็นอันขาด หากว่าผู้ใดผิดไปแล้วควรรีบไปสารภาพบาปต่อหน้าพุทธเทพ บนบานตั้งอธิษฐานแน่วแน่หรือพิมพ์แจกหนังสือ "เที่ยวเมืองนรก" พันเล่มเพื่อปลอบเตือนชาวโลก จะได้ลดโทษให้บ้าง มิเช่นนั้นแล้วแดนนรกต้องมีส้วนด้วยแน่นอน สั่งให้วิญญาณโทษตนที่ 2 รับารภาพปางก่อนได้ทำเวรก่อกรรมอะไรไว้ ไม่งั้นจะลงโทษอย่างหนักไม่ผ่อนคลาย   

วิญญาณโทษ   : 
กระผมแสนจะเจ็บปวดทรมาน จะพูดก็พูดไม่ออกเพราะว่า ความผิดเพียงวูบเดียวในตอนที่มีชีวิตอยู่นั้นเลยก่อกรรมชั่วอันใหญ่หลวงมหาศาลขึ้น ต้องทนทุกข์อย่างไม่รู้จักจบสิ้น น้อมขอนำท่านอรหันต์จี้กงช่วยกอบกู้ด้วยเถิด

อรหันต์จี้กง   :  ตอนมีชีวิตอยู่รับความสุขทางกามมากเกินควร สุขสดชื่นล้นเหลือ จึงนำความชั่วร้ายมาสนองตน ฉันจะอภัยโทษให้แกทางใดได้เล่า คงก้มหน้ารับกรรมไปเถิด

วิญญาณโทษ   :  กระผมชอกช้ำระกำใจยิ่งนัก เมื่อท่านอาจารย์ไม่ช่วยแล้ว กระผมก็หมดปัญยาได้แต่สารภาพบาปในปางก่อน ตอนมีชีวิตอยู่นั้นกระผมเป็นคนขับรถแท็กซี่ ด้วยเหตุว่ามิได้รับการศึกษาสูงจึงมักจะทำอะไรในทางผิด ๆ สารพัดอย่าง "เทียวผู้หญิง เล่นการพนัน เมาสุรา" เอาหมดทุกอย่าง เฉพาะอย่างเรื่องผู้หญิงภายในรถมีเทปสนทนาพูดแต่เรื่องลามก ถ้ามีผู้เช่าใช้รถเป็นหญิงเดี่ยวก็จะเปิดเทป เป็นการเกี้ยวพาราสี บางคนเจอเข้าก็ด่าผมว่า "ไอ้ผี ไม่มีศีลธรรมปีศาจลามก" เป็นการใหญ่ แต่กระผมก็สนุกสนานชอบใจ ไม่มีความอายเลย มีอยู่ครั้งหนึ่งในเวลากลางคืน ได้รับผู้โดยสารสาวคนหนึ่ง มีหน้าตาที่สวยสดบาดใจมาก กระผมก็เกิดความใคร่ขึ้นมาอย่างรุนแรงรีบเปิดเทปลามก และเร่งความเร็วเพิ่มขึ้นพาไปที่ชานเมืองที่เปลี่ยว แล้วใช้มีดข่มขู่บังคับข่มขืนสำเร็จความใคร่รวดเดียว 3 ครั้งติดกัน เมื่อ 5 ปีเกิดโชคร้าย รถเกิดเสียหลักพลิกคว่ำถึงกับชีวิตดับลง ทันใดนั้นเห็นยมบาลหัวควายหน้าม้าใช้โซ่เหล็กล่ามตัวแล้วคุมไปยมโลก ผ่านการพิจารณาจากทุกขุมแล้วส่งมอบมาให้ขุมที่ 5 ให้ตกเข้า นรกพร่าหัวใจ" มีกำหนด 30 ปี ได้รับการทรมานทุกวี่ทุกวัน จะสำนึกผิดมันก็สายเกินการเสียแล้ว  หวังว่าท่านหยางเซิงหลังจากกลับไปยังโลกมนุษย์แล้ว บอกต่อ ๆ ชาวโลกว่า การกระทำตาง ๆ ในตอยอยู่ในโลกมนุษย์ เมื่อตายแล้วต้องไปคิดบัญชีกันทุก ๆ เรื่องที่ยมโลกให้เคลียร์ (เรียบร้อย) จะรอดจากการลงโทษยากนักโทษแต่ตัวเองโง่เง่า ไม่มีความคิด ก่อสร้างโทษมหาศาล

พัศดี   :  วิญญาณโทษตนนี้บาปเวรหนักหนายิ่ง ถูกหักอายุขัย 10 ปี โดนเก็บกับแดนนรกก่อนกำหนดเป็นการตัดตอนปราบปรามพวกคนชั่ว รอจนการลงโทษคุกนี้หมดลง จะส่งเข้านรกโลกันต์ ไม่ให้ไปผุดเกิดได้ตลอดกาล ชาวโลกควรจดจำจากตัวอย่างนี้ เรื่องกามลามกเป็นสิ่งชั่วร้ายสุดยอดแห่งความชั่วทั้งหลาย บรรดาการสมสู่ที่ไม่ถูกต้องตามทำนองคลองธรรม หรือข่มขืนผู้หญิง หรือเปิดเทปเสียงลามกในรถต่าง ๆ โดยความคิดชั่วร้ายนั้นๆ ยมกฏไม่มีการให้อภัยหากไม่ระมัดระวังในการกระทำ วันข้างหน้าจะไม่สามารถช่วยเหลือชดเชยได้เลย

อรหันต์จี้กง   :  การทำโทษแบบ "พร่าหัวใจ" มีความทรมานเจ็บปวดมากกว่าทำโทษอื่น ๆ เป็นหมื่นเท่า ชาวโลกจงอย่ากระทำสิ่งใด ๆ ด้วยใจอธรรมเป็นอันขาด มิเช่นนั้นแล้วต้องได้รับสนองตอบแค่มือเอื้อมเท่านั้น จะสำนึกผิดก็สายเสียแล้ว เพราะเวลาหมดลง เจ้าหยางเซิงเตรียมตัวกลับสำนัก

หยางเซิง   :  ขอบคุณท่านพัศดีและนายทหารมาก

อรหันต์จี้กง   :  รีบขึ้นบนดอกบัวเถอะ

หยางเซิง   :  กระผมได้นั่งลงเรียบร้อยแล้ว เชิญท่านอาจารย์กลับสำนักได้...

อรหันต์จี้กง   :  ถึงสำนักเซี้ยเฮี้ยงตึ้งแล้ว หยางเซิงลงจากดอกบัว วิญญาณกลับเข้าสู่ร่างดังเดิม