เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:

Tags:

Elder
***

หนึ่งเดียว หลุดพ้น

22/03/2012 เวลา 21:36 น.
กระทู้: 6,381
ถูกใจทั้งหมด: 7
     
    ISBN :
คุณวิเศษของหลงเทียนเปี่ยว
สารเทวนาคราช
.

ผู้เขียน 
กลุ่มน้ำใจ, น้ำเต้า แปลและเรียบเรียง

ขนาดรูปเล่ม
A5

จำนวน
xxx หน้า

ชนิดกระดาษ
กระดาษปอนด์ ขาว

จัดทำโดย
สำนักพิพม์เมตตาธรรม

ออกแบบโดย
โครงการส่งเสริมการผลิตและแลกเปลี่ยนหนังสือธรรมะ
น้ำเต้า(แบบปก)

พิมพ์ที่
-

เดือน/ปีที่พิมพ์ 
พิมพ์ครั้งที่ 1 / ธันวาคม  2540

ราคา 
xxx บาท

สนใจติดต่อ 
พุทธสถานฉินเสียน     
คุณศิริทิพย์  (หยังจิงหลี่)
163 ซอยลาดพร้าว 81 ถนนลาดพร้าว วังทองหลาง บางกะปิ กทม. 10310
โทร : 02-539-8517, 539-8684, 539-8788

พุทธสถานเทียนจง
18/54 - 55  ซอยล้อมสมบูรณ์ ถนนรัชดาภิเษก-บุคคโลตัดใหม่ แขวงบุคคโล  เขตธนบุรี  กทม. 10600
โทร : 02-476-5934, 476 - 8586

พุทธสถานฉินเสียน
เลขที่  163  ลาดพร้าว 81 ถ. ลาดพร้าว แขวงวังทองหลาง เขตบางกะปิ  กทม.
โทร  02-539-8517, 539-8684, 539-8788
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 03/06/2021 เวลา 17:54 น.
โดย Tik
»

จริงหรือ ?.

        เรื่องการทอดจิตท่องนรกสวรรค์เป็นเรื่องยากที่จะเข้าใจ เพราะเหตุการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในนรกหรือบนสวรรค์ บางอย่างไม่มีบนโลกมนุษย์ ความแตกต่างของเวลาก็ต่างกัน ข้าวของเครื่องใช้ก็ต่างกัน บนโลกมุษย์เป็นแบบหนึ่ง ส่วนนรกสวรรค์ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง บางครั้งสร้างความสับสนจนก่อให้เกิดความรู้สึกว่านรกสวรรค์ไม่มีจริง เป็นการพรรณาปรุงแต่งขึ้น ถ้าลองพิจารณาดูว่าแม้แต่คนเราที่อยู่บนโลกใบนี้เพียงอยู่กันคนละซีก ก็มีความเป็นอยู่ที่แตกต่างกัน ข้างของเครื่องมือเครื่องใช้ในการดำรงชีวิตก็แตกต่างกัน ตามแต่ลักษณะสิ่งแวดล้อมนั้น ๆ  ภูมิของนรกสวรรค์ก็เช่นกัน การเป็นอยู่จึงเป็นไปตามลักษณะเฉพาะของภพนั้น ๆ

        เรื่องราวที่ท่านกำลังจะอ่านต่อไปนี้ เป็นเรื่องที่นักธรรมรุ่นอาวุโส คุณสวี ผู้มีประสบการณ์เฉพาะตนเริ่มมีมาตั้งแต่เล็กจนโตเป็นผู้ใหญ่ จนกระทั่งมีโอกาสรับรู้เรื่องราวของสารคำขอ  หลงเทียนเปี่ยว  เมื่อคุณสวีได้เข้าใจความสำคัญของสารคำขอ หลงเทียนเปี่ยว  จึงออกเสาะแสวงหาจนพบ ถึงวันนี้ท่านได้ศึกษาบำเพ็ญ จนเป็นแบบอย่างของผู้บำเพ็ญดีอีกท่านหนึ่ง รายละเอียดและความเป็นมา มีอยู่ในหนังสือเล่มนี้

        หวังเป็นอย่างยิ่งว่าหนังสือเล่มนี้ จะเป็นประจักษ์หลักฐานและเป็นกำลังใจให้ผู้ปฏิบัติธรรม โดยเฉพาะผู้ที่ได้รับกราบรับรู้วิถีอนุตตรธรรมแล้วควรอย่างบิ่งที่จะต้องศึกษาและทำความเข้าใจ เพื่อจะได้รู้ถึงความเปลี่ยนแปลงและเป็นไปของกาลเวลาและความสำคัญของชีวิต รู้ถึงความหมายที่แท้จริงในการเกิดมาได้ร่างเป็นคน จะได้พบทางที่ดีสามารถพาตนพ้นจากแรงกรรม พ้นเวียนว่ายตายเกิด

คณะผู้จัดทำ                 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:21 น.
โดย nakdham
»


ชีวิตวัยเด็ก

        ตอนที่เป็นเด็กเล็ก ๆ คุณสวีอาศัยอยู่ที่ เจียอี้ ครอบครัวมีฐานะยากจน  อีกทั้งตอนเป็นเด็กสุขภาพร่างกายก็ไม่แข็งแรง เอาแต่ร้องไห้งอแงไม่ยอมดื่มนมดื่นน้ำข้าวแทนนม สร้างความไม่สบายใจให้กับพ่อแม่ เพราะเกรงว่าคุณสวีจะมีชีวิตไม่ยืนยาว จึงตัดสินใจส่งไปอยู่กับคุณป้า ซึ่งคุณป้าของคุณสวีเป็นคนถือศีลกินเจอยู่ในโรงเจมานานหลายปี ประกอบกับคุณป้าไม่มีลูกจึงได้รับเอาคุณสวีมาเลี้ยงดู และให้การเลี้ยงดูเป็นอย่างดีเปรียบดั่งลูกของตน เวลาล่วงเลยไป 8 ปีคุณสวีโตขึ้นถึงเกณฑ์ที่จะต้องเข้าโรงเรียน พ่อแม่จึงมารับกลับบ้านเพื่อเข้าโรงเรียนเหมือนเด็กทั่วไป ถึงแม้คุณสวีจะอายุ 8 ขวบแล้วแต่ความบริสุทธิ์ไร้เดียงสายังสมบูรณ์มาก ไม่เคยขอเงินพ่อแม่ไปซื้อขนมกินแบบเด็กทั่วไป

        ในวัยเด็ก เมื่อครั้งหนึ่งคุณสวีไม่สบาย คุณแม่ได้พาคุณสวีไปหาหมอที่โรงพยาบาลเหยินเต๋อ ภายในโรงพยาบาลมีเจ้าหน้าที่และคนป่วยเดินไปมามากมาย คุณแม่พาคุณสวีมาถึงโรงพยาบาล เจ้าหน้าที่จัดให้นั่งรถเข็ญและพาเข้าไปหาหมอ เมื่อคุณหมอตรวจแล้วจะฉีดยาให้ ตอนนั้น เมื่อคุณสวีเห็นการเตรียมขั้นตอยการฉีดยา มีทั้งขวดยาและโดยเฉพาะเข็มฉีดยา ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็ก ๆ เมื่อเห็นเข็มฉีดยาก็ต้องกลัวและร้องไห้เสียงดัง เมื่อคุณแม่รับยาที่จะนำไปทานที่บ้านเรียบร้อยแล้วจึงพาคุณสวีกลับบ้าน ในระหว่างที่จะกลับบ้าน คุณสวีได้มองเห็นบางสิ่งที่ปรากฏขึ้นในทางทิศตะวันตกเฉียงเหนือ สิ่งที่ปรากฏขึ้นเป็นแสงรุ้ง เกิดขึ้นบนท้องฟ้า มีเทพฮก ลก ซิ่ว ยืนอยู่ตรงกลางข้าง ๆ มีกุมารนอยอิ๋งเป่าในมือถือพัดใบลานอันใหญ่ ๆ โบกพัดไปมาช้า ๆ

คุณสวี     :  ในใจคิด สมัยก่อนดูการแสดงงิ้วที่เขาแสดงกันบนเวที วันนี้กลับเห็นงิ้วที่แสดงบนท้องฟ้าช่างเก่งเสียจริง ๆ

        เมื่อเข้าใกล้มาเรื่อย ๆ ในเวลานั้นเหมือนมีกลิ่นหอมโชยมาจนรู้สึกได้ มีกลิ่นหอมที่บรรยายไม่ถูก ขณะเดียวกันนั้นเทพทั้งสามองค์ก็ได้ลอยมาอยู่ตรงหน้าคุณสวี คุณสวีได้แต่จ้องหน้าเทพทั้งสามองค์ ซึ่งท่านก็จ้องดูคุณสวี ก้ไม่รู้ความหมายแต่อย่างไร ได้แต่จ้องมองดูเท่านั้น สุดท้ายสิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าก็ค่อย ๆ เลื่อนไกลออกไปจนลับหาย คงเหลือแต่กลิ่นหอมที่ยังโชยอยู่ สร้างความรู้สึกเบาสบายให้คุณสวีมากขึ้น  เมื่อคุณแม่พาคุณสวีกลับถึงบ้าน คุณสวีรีบกระโดดลงจากรถจนคุณแม่ตกใจ

คุณแม่     :  เธอยังไม่ค่อยสบายนะ
คุณสวี     :  เมื่อสักครู่คุณแม่เห็นหรือเปล่า มีคนแก่สามคนเล่นงิ้วอยู่บนท้องฟ้าเก่งมากเลย
คุณแม่     :  แม่ไม่เห็นมีอะไรเลย เพียงแต่ได้กลิ่นอะไรหอม ๆ โชยมาเท่านั้นอย่างอื่นนั้นแม่ไม่เห็นอะไรเลย
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:22 น.
โดย nakdham
»


การตายคืออะไร

        ในเทศกาลเช้งเม้งวันไหว้บรรพบุรุษ เป็นครั้งแรกที่คุณพ่อได้พาคุณสวีไปกราบไหว้บรรพชน ณ สุสานเมืองเจียอี้ หลันจี๋ ในวันน้นมีคนมากมายพากันมาไหว้บรรพชนของตนที่นำมาฝังไว้ในสุสาน  ทั่วบริเวณสุสานเต็มไปด้วยป้ายหินสลักมีชื่อของผู้ตายจารึกอยู่ ทุกแผ่นปักอยู่บนเนินดิน บ้างก็มีคนกำลังตัดหญ้าขึ้นสูง บ้างก็ปัดกวาดทำความสะอาดบริเวณป้ายชื่อนั้น บ้างก็จัดอาหารคาวหวาน กระดาษเงินและเสื้อผ้ากระดาษกราบไหว้ป้ายชื่อเหล่านั้น

คุณสวี   :  คุณพ่อครับ ทำไมที่นี่ถึงเป็นอย่างนี้
คุณพ่อ   :  ที่นี่เป็นที่ฝังคนที่ตายไปแล้ว
คุณสวี   :  คนตายเป็นอย่างไรหรือครับ
คุณพ่อ   :  คนเราเมื่อเจ็บไข้ได้ป่วยหรืออายุมากขึ้นก็ต้องตาย เมื่อตายแล้วก็ต้องเอามาฝังที่นี่
คุณสวี   :  คนเราทุกคนต้องตายอย่างนั้นหรือ
คุณพ่อ   :  ใช่สิ
คุณสวี   :  แล้วทำไมผมยังไม่ตาย
คุณพ่อ   :  ลูกยังไม่แก่ ยังไม่ป่วย ยังแข็งแรงจึงยังไม่ตาย
คุณสวี   :  แล้วคุณพ่อคุณแม่ และพี่ ๆ น้อง ๆ ทุกคนต่างต้องตายกันหมดหรือเปล่า
คุณพ่อ   :  เมื่อมีเกิดก็ต้องมีตาย วันนี้พาลูกมาไหว้คุณย่า ท่านตายและมาฝังที่นี่ 8 ปีแล้ว หลายปีที่ผ่านมาพ่อมาไหว้ท่านคนเดียว วันนี้เป็นครั้งแรกที่พ่อไม่ได้มาคนเดียว พาลูกมาไหว้ด้วย
คุณสวี   :  วันนี้อากาศร้อนจริง ๆ อย่างนี้คนที่อยู้ใต้ดินไม่รู้สึกร้อนบ้างหรือ
คุณพ่อ   :  คนที่ตายแล้วจะไม่รู้สึกร้อนแล้ว
คุณสวี   :  พวกเขาตายแล้วคนในบ้านไม่รู้สึกเสียใจบ้างหรือ
คุณพ่อ   :  เสียใจสิ
คุณสวี   :  เมื่อคนในบ้าน พ่อแม่ สมาชิกในครอบครัวตายลง คนอื่น ๆ ในครอบครัวก็ไม่มีความสุขอย่างพร้อมหน้ากันสิ
คุณพ่อ   :  แน่นอน ทุกคนเสียใจ ที่ไม่อาจจะเจอหน้ากันอีก

        ตอนนั้นคุณสวีมีความคิดว่า ถ้าคุณสวีตายไป คุณพ่อคงจะเสียใจแน่ ทำไมคนจะต้องตาย ทำไมจะมีชีวิตอยู่ต่อไปไม่ได้หหรือ  ในขณะที่คุณพ่อกำลังพาคุณสวีเข้าไปในบริเวณสุสาน คุณสวีไม่กล้าเข้าไป เพราะดินที่เหยียบลงไปนั้น ทำให้รู้สึกคัน ๆ แล้วยังรู้สึกว่าถ้าเราเหยียบลงไป คนตายที่อยู่ข้างล่างจะไส้ทะลักออกมา เพราะเหตุนี้คุณสวีจึงไม่กล้าเดินตามคุณพ่อเข้าไปในบริเวณสุสาน

คุณสวี   :  คุณพ่อครับ ผมจะรักษาร่างกายให้แข็งแรงตลอดเวลา

        ในใจตอนนั้นคุณสวีมีความคิดว่า "เมื่อเราโตแล้วจะเอาเครื่องมือมาขุดคนตายขึ้นมา และจะถามพวกเขาว่าทำไมถึงตาย  และจะให้พวกเขากลับไปบ้านไปอยู่กับครอบครัวพร้อมหน้าอย่างมีความสุข"  ความรู้สึกในใจของคุณสวีตอนนี้มีแต่ความโศกเศ้า เพราะไม่รู้ว่าความตายคืออะไร ตั้งแต่กลับจากสุสานครั้งนั้นมีความคิดว่า คนเราต่างต้องผ่านความตาย จนทำให้คุณสวีไม่กล้าออกไปข้างนอก และมีอาการเศร้าซึมจนคุณแม่สังเกตเห็นได้ชัด

คุณแม่   :  ลูกแแม่ ปกติเจ้าชอบออกไปวิ่งเล่นข้างนอก แต่ทำไมหมู่นี้แม่ไม่เห็นเจ้าออกไปวิ่งเล่นเหมือนดังก่อนเลย
คุณสวี   :  ผมกลัวว่าเมื่อออกไปวิ่งเล่นข้างนอกแล้วไม่ระวังให้ดีอาจจะต้องตาย

        ในใจของคุณสวีตอนนี้เต็มไปด้วยความกลัดกลุ้ม คิดแต่ปัญหาของการเกิดตาย ปัญหานี้ฝังอยู่ในจิตใจของคุณสวีตลอดมาโดยหาคำตอบใด ๆ ไม่ได้ทั้งสิ้น ยิ่งทำให้อาการเศร้าซึมของคุณสวีทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:22 น.
โดย nakdham
»


เริ่มถอดจิต

        ค่ำคืนนี้ คุณสวีนอนหลับอยู่บนที่นอนพลันก็รู้สึกเหมือนตนเองนั้นลุกขึ้น แต่การลุกขึ้นมานี้ คุณสวีกลับกลายมีร่างกายเป็นเด็ก เมื่อหันกลับไปดูบนที่นอนก็เห็นว่าตนเองยังนอนอยู่ บนที่นอนนั้น

คุณสวี   :  หรือว่าเราตายแล้ว

        สิ้นความคิด คุณสวีรีบกุลีกุจอกลับเข้าร่างตนเองที่นอนอยู่บนที่นอน ค่ำคืนหนึ่ง คุณสวีมีความรู้สึกว่า ได้ออกจากร่างไป แต่ครั้งนี้ได้เดินออกมาข้างนอกเห็นคนมากมาย  บางคนถือหัวเดิน  บางคนอุ้มขาเดิน  บางคนอุ้มแขนเดิน  ต่างคนต่างเดินไปมาไม่มีใครสนใจใคร จนกระทั้งคุณสวีเดินมาหยุดอยู่หน้าศาลเจ้าหลักเมืองประจำเมืองเจียอี้ บริเวณในศาลมีเทพมากมายตรงกลางมีเจ้าหลักเมืองซึ่งถือเป็นประธานของศาลนี้ รายรอบข้างมีเทพมากมายทั้งเจ้าชายโกเมน มีทั้งทหาร ยมบาลที่เฝ้าอยู่แดนมนุษย์ จากการที่ตอนเล็ก ๆ คุณสวีได้อาศัยอยู่ในโรงเจ กับคุณป้าจึงมีความคุ้ยเคยกับเทพเจ้าต่าง ๆ จึงรีบคุกเข่าลงหวังจะกราบแสดงความเคารพด้วยอาการนอบน้อม พลันก็มีเสียงดังกังวานขึ้นว่า "บารมีธรรมและบุญกุศลของท่านใหญ่ยิ่งนักเรามิอาจรับการคารวะจากท่านได้"  คุณสวีเมื่อได้ยินเสียงก็เงยหน้าขึ้น  ฉับพลันนั้นเทพทุกองค์ในศาลต่างลุกขึ้นยืน ทหารยมบาลทั้งสองฝากก็ลุกขึ้นยืนทำให้โซ่ตรวนที่อยู่ในมือของท่าน ดังกระทบกัน  ในใจของคุณสวีเกิดความรู้สึกกลัวขึ้นจับขั้วหัวใจ  ขาทั้งสองข้างหมดเรี่ยวแรง เข่าอ่อนทรุดลงทันที จากนั้นรีบคลานออกมาด้วยความกลัว ด้านหลังของคุณสวีมีเทพทั้งหลายเดินตามมาอีก  ภายนอกประตูใหญ่ปรากฏเทพ 2 พระองค์ องค์หนึ่งหน้าดำหนวดเครารุงรังในมือถือแส้เป็นท่อน ๆ  อีกองค์หนึ่งสีทองในมือถือดาบเดินมาข้างหน้าคุณสวี เมื่อคุณสวีมองดูอีกที เห็นเท้าของท่านใหญ่มากจึงนึกในใจ "ถ้าเหยียบลงมามีหวังแบนแน่ ๆ" ตอนนี้ขาคุณสวีหมดแรงที่จะคลานไปไหนได้ เมื่อเทพทั้ง 2 พระองค์เดินมาถึงหน้าของคุณสวีต่างก็แสดงความเคารพ ในใจคุณสวีตอนนี้มีแต่ความกลัวจึงรีบคลานออกไป เมื่อคลานออกมาจากที่นั่นแล้วก็ตกใจตื่นปรากฏว่าตัวเองนอนอยู่บนที่นอน

        พอรุ่งเช้า คุณสวีเดินไปตามทางที่เดินเมื่อคืน เดินไปเรื่อย ๆ ก็มองเห็นศาลเจ้าหลักเมืองจริง ๆ เมื่อก้าวเข้าไปในศาลก็เห็นเทพทั้ง 2 พระองค์เป็นภาพวาดใหญ่อยู่บนประตูบานใหญ่ เหมือนอย่างที่เห็นเมื่อคืน เดินเลยเข้าไปภายในศาลเจ้าเห็นรูปปั้นมากมาย คุณสวีเตรียมจะทำความเคารพแต่ภาพเหตุการณ์เมื่อคืนก็ปรากฏขึ้น

        คุณสวี   :  เทพเหล่านี้บอกว่า บารมีธรรมและบุญกุศลเราใหญ่ ท่านมิอาจรับการคารวะได้ อย่ากระนั้นเลยเราไหว้ท่านมือเดียวก็แล้วกัน ด้วยความคิดแบบเด็ก คุณสวีจึงยกมือขึ้นข้างเดียวแล้วทำความเคารพแทนการพนมมือพร้อมกันสองข้าง หลังจากนั้นคุณสวีเดินเลยเข้าไปด้านหลัง ได้พบรูปปั้นพระอรหันต์ทั้ง  18  องค์  ประดิษฐานอยู่เรียงราย เมื่อคุณสวีพิจารณาพระอรหันต์ทั้ง 18 องค์ ในใจก็เกิดความคิดว่า "ถ้าเราขึ้นไปยืนแทนที่ก็คงจะดี"  สิ้นความคิด คุณสวีก็เห็นพระอรหันต์องค์หนึ่งหัวเราะ พอมองดูอีกทีก็ไม่เห็นมีอะไรเกิดขึ้น รูปลักษณ์ของพระอรหันต์องค์นั้นอยู่ในปางสมาธิ เมื่อคุณสวีกลับถึงบ้าน จึงหัดท่านั้งแบบพระอรหันต์องค์นั้น 
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:23 น.
โดย nakdham
»


ท่องนรก

        กลางดึกคืนหนึ่ง คุณสวีมีความรู้สึกว่าจิตได้ออกจากร่างเดิมไปไกล จนมาถึงที่แห่งหนึ่งด้านหน้ามีสะพานบริเณนั้นมืดมาก พอก้มลงมองแม่น้ำนั้นก็ดำมืดไปหมด แม้จะยื่นมือออกไปก็มองไม่เห็นแม้แต่นิ้วมือตัวเอง สะพานนี้มีสภาพทรุดโทรมมาก  ในใจคุณสวีตอนนี้ได้แต่คิดว่าจะข้ามไปดีหรือไม่ ทันใดนั้นมีพระองค์หนึ่งใส่ชุดจีวรมือถือไม้เท้าใหญ่ ๆ พระองค์นั้นก็คือ  พระโพธิสัตว์ครรภ์ธรณีตี้จั้งอ๋วงกู่ฝอ  พระองค์มิได้ตรัสแม้แต่คำเดียวเพียงแต่เอามือชี้ไปที่สะ
พาน คุณสวีจึงตัดสินใจเดินข้ามสะพานไปอย่างช้า ๆ ครั้นคุณสวีหันกลับมามองด้านหลังก็มองไม่เห็นพระองค์แล้ว  เมื่อคุณสวีข้ามสะพานแล้ว เดินไปได้ไม่นานก็เห็นท้องนากว้างใหญ่ ในท้องนานั้นมีทางเดินเล็ก ๆ คุณสวีจึงเดินไปตามทางนั้น โดยไม่รู้ว่านานแค่ไหน จนกระทั่งมองเห็นธารน้ำแห่งหนึ่ง บริเวณนั้นเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังนั่งสนทนากันอยู่ เพราะความที่คุณสวีไม่รู้ว่าตนเองอยู่ที่ใดจึงเดินเข้าไปถามคุณลุงคนหนึ่ง ที่อยู่ในกลุ่มคนเหล่านั้น

คุณสวี   :  คุณลุงครับที่นี่ที่ไหนกันครับ
คุณลุง   :  แล้วเจ้ามาที่นี่ได้อย่างไร พลังหยางความสว่างในตัวของเจ้ามีมาก
คุณสวี   :  ข้าพเจ้าไม่รู้และไม่เข้าใจ แล้วที่นี่ที่ไหนกันละครับ
คุณลุง   :  ที่นี่เป็นทางสามแพร่ง ดินแดนแห่งพลังอิน โลกแห่งวิญญาณ
       
         ตอนนั้นเบื้องหน้าของคุณสวีมีกำแพงเมืองและประตูบานใหญ่ บนโลกมนุษย์ในช่วงเดือนเจ็ดเป็นเทศกาลสารทที่พวกวิญญาณจะได้รับการปล่อยออกมารับส่วนบุญ แต่สิ่งที่ปรากฏอยู่เบื้องหน้าขณะนี้คุณสวีเห็นวิญญาณมากมายเดินไปมาเข้าออก ไม่ใช่เดือนเจ็ดเท่านั้นเสียแล้ว ที่นี่เขาเปิดให้เข้าออกทุกวันเลย  เมื่อคุณสวีเห็นเช่นนั้น จึงเดินผ่านประตูเข้าไป คุณสวีมองเห็นวิญญาณมากมาย  วิญญาณหัววัว  วิญญาณหัวม้า  บ้างก็ถูกโซ่ตรวนล่ามไว้ เดินไปมา  บ้างก็แบกโซ่ตรวน  บ้างก็มือถูกล็อคไว้  โดยมีเจ้าหน้าที่เดินคุมอยู่ด้านหลัง ในมือผู้คุมมีอาวุธสามง่ามหรือไม่ก็ไม้ตะบองคอยทิ่มแทง หรือตีวิญญาณเหล่านั้น  บ้างก็ถูกสุนัขไล่กัด ให้เข้าไป  บ้างก็ถูกวัวขวิด  บ้างก็เดินเข้าไปเฉย ๆ  บ้างก็มีคานหามแบกพาเข้าไป  ในใจคุณสวีคิดว่า เมื่อคนเข้าไปได้เขาก็น่าจะเข้าไปได้เชนกัน พลันก็มีเสียงจากเจ้าหน้าที่ดังขึ้น

เจ้าหน้าที่   :  ท่านจะไปไหน
คุณสวี       :  ข้าพเจ้าจะเข้าไปข้างใน
เจ้าหน้าที่   :  ท่านเข้าไปไม่ได้ ในตัวท่านเต็มไปด้วยพลังหยางความสว่าง ท่านมาที่นี่ได้อย่างไร ที่นี่ประตูเมืองผีไม่ใช่สถานที่ท่องเที่ยว ท่านเข้าไปแล้วจะออกมาไม่ได้อีก

        ขณะที่ทั้งสองกำลังสนทนากันอยู่ ก็มีชายคนหนึ่งแต่งกายเหมือนผู้พิพากษา ในมือถือพู่กันสีแดงและสมุดเล่มใหญ่เดินตรงเข้ามา แล้วกล่าวกับคุณสวี

ผู้พิพากษา   :  ท่านแซกุง  ข้าได้รับคำสั่งจากท่านพญายมทั้งสิบขุมมาเชิญท่าน
คุณสวี        :  ข้าพเจ้าแซ่เจ้า  มิใช่แซ่กุง

        ด้วยความไม่เข้าใจและกำลังสับสน เมื่อได้รับการเชื้อเชิญจึงไม่รู้จะทำอย่างไรดี คุณสวีจึงเดินตามผู้พิพากษาไป ระหว่างที่เดินไปนั้น คุณสวีสังเกตเห็นวิญญาณที่เดินมาจะมาหยุดที่ด่าน จากนั้นทุกคนจะได้รับการแจกป้ายสีต่าง ๆ กัน บางคนได้สีแดง  เมื่อได้รับป้ายไปแล้วในตัวคน ๆ นั้นจะมีประกายสีแดงไปทั้งตัว  ใครที่ได้สีเหลืองก็จะมีประกายสีเหลือง  ใครได้สีดำ ก็จะมีสีดำทั้งตัว

        พวกที่ได้ป้ายสีดำ  ต่างหน้านิ่วคิ้วขมวด เพราะตอนที่มีชีวิตอยู่คนเหล่านี้ทำแต่สิ่งไม่ดี จิตใจแข็งกระด้าง
        พวกที่ได้ป้ายสีแดง  ต่างมีหน้าตายิ้มแย้มแจ่มใส เพราะตอนมีชีวิตอยู่คนเหล่านี้ทำแต่บุญกุศล จิตใจมีเมตตา
        พวกที่ได้ป้ายสีเหลือง  ต่างเป็นผู้ที่ได้บำเพ็ญธรรมมาแล้วด้วยกันทั้งนั้น

        อาคารที่คนมีป้ายสีเหลืองได้พักอาศัยอยู่นั้น จะมีสิ่งศักดิ์สิทธิ์และพระพุทธะมาเมตตาบรรยายธรรมอยู่เสมอ อยากฟังธรรมบทไหน ก็จะได้ฟังธรรมบทนั้น  ถัดไปมีคนกลุ่มหนึ่งบนศรีษะมีจุดเหมือนหยดน้ำขาว ๆ

คุณสวี        :  พวกนั้นสีไหนกัน แปลกกว่าพวกอื่น
ผู้พิพากษา   :  กลุ่มคนเหล่านั้น ตอนมีชีวิตอยู่มีโอกาสได้รับวิถีธรรมจากอาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรม แต่ไม่ได้ศึกษาบำเพ็ญปฏิบัติอย่างจริงจัง ไม่มีบุญกุศล แต่ไม่ได้ทำผิดบาปหนัก  ฉะนั้นพลังแห่งชีวิตดวงธรรมญาณจึงไม่สามารถรวมตัวกันได้ จึงกลายเป็นหยดน้ำเป็นจุด ๆ ไม่มีแสงรัศมี
คุณสวี       :  เมื่อพวกเขาไม่มีผิดบาปแล้วทำไมต้องลงมาที่นี่ด้วยล่ะ
ผู้พิพากษา   :  พวกเขามาที่นี่โดยไม่ต้องผ่านนรกทั้งสิบขุม แต่ตรงไปยังหอธรรม เพื่อรอฟังการบรรยายธรรมจากพระโพธิสัตว์กษิติครรภ์โดยตรง   
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:23 น.
โดย nakdham
»


ฉุดช่วยวิญญาณ

        จากนั้นคุณสวีได้เดินทางมาถึงด่านแห่งหนึ่ง ข้างหน้าเป็นเหวลึก อีกข้างหนึ่งเป็นไหล่เขา มีช่องทางเดินแค่สองคนเดินสวนได้ซึ่งดูแคบมาก คุณสวีก็เดินไปตามทางกับผู้พิพากษาจนกระทั่งได้ยินเสียงดังขึ้น

วิญญาณผี   :  ช่วยด้วย ๆ ๆ ๆ

        เมื่อเสียงขอความช่วยเหลือดังขึ้นคุณสวีจึงหันไปมองดู ปรากฏว่าเบื้องหน้าเป็นลานกว้างมีวิญญาณผีมากมาย และมีเจ้าหน้าที่ถือไม้สามง่ามคอยทำโทษวิญญาณที่ถูกงูทองเหลือง  สุนัขปากเหล็กไล่กัดเหล่านั้น วิญญาณที่ถูกสุนัขปากเหล็กกัดหรืองูทองเหลืองฉก ต่างก็ส่งเสียงร้องโหยหวนแสดงถึงความเจ็บปวดเป็นที่สุด ภาพที่ปรากฏสุดจะเวทนายิ่งนัก

ผู้พิพากษา   :  ท่านแซกุง ที่นี่เป็นด่านสุนัขปากเหล็กและงูทองเหลือง  ขณะที่ท่านผู้พิพากษากำลังชี้แจงให้คุณสวีเข้าใจถึงสถานที่อยู่ มีวิญญาณกลุ่มใหญ่ต่างกำลังวิ่งรุดกันเข้ามา

วิญญาณผี   :  ช่วยด้วย ๆ ช่วยด้วย ๆ

คุณสวี   :  ท่านผู้พิพากษา ทางที่เรายืนอยู่ก็แคบ พวกเขากำลังวิ่งมาทางนี้ แล้วเขาจะเบียดเราตกลงไปในเหวไหม ทันใดวิญญาณเหล่านั้นต่างวิ่งมาหยุดต่อหน้าคุณสวี

ผู้พิพากษา   :  พวกเจ้าทำผิผดแล้วยังไม่สำนึก ยังกล้าหนีออกมาอีก รู้ไหมมีโทษสถานใด

วิญญาณผี   :  ช่วยด้วย ช่วยพวกเราด้วย

คุณสวี   :  พวกคุณทำไมต้องร้องให้พวกเราช่วยด้วย

วิญญาณผี   :  ถ้าพวกเราถูกจับไปครั้งนี้จะไม่ใช่แต่โทษเก่าเท่านั้น แต่จะต้องรับโทษเพิ่มขึ้นอีก จะต้องรับการทรมานด้วยการตัดสินถูกควั่นหัวใจและอื่น ๆ ซึ่งล้วนแต่เจ็บปวดและทรมานทั้งสิ้น ท่านต้องช่วยพวกเราด้วย

คุณสวี   :  ข้าพเจ้ายังช่วยตัวเองไม่ได้เลย แล้วจะช่วยพวกท่านได้อย่างไรล่ะ

ผู้พิพากษา   :  เรียนท่านแซกุง  วิญญาณผีเหล่านี้ตอนมีชีวิตอยู่ไม่รู้จักประพฤติตนเป็นคนดี เอาแต่สร้างกรรมชั่ว บ้างก็ค้าประเวณี  บ้างก็เปิดบ่อนการพนันบ้างก็ปล้นจี้ฆ่าคนอื่น  พวกเขาจึงต้องรับกรรมที่เคยได้ทำไว้ แต่วันนี้ไม่ทราบสาเหตุว่าทำไมถึงได้ใจกล้าวิ่งหนีออกมา ถ้าถูกจับได้ครั้งนี้จะต้องรับโทษสถานหนัก 

        เมื่อคุณสวีได้ยินเช่นนั้นในใจเกดิความคิดว่า ครั้งเมื่อยังเป็นเด็กได้ตามคุณพ่อไปไหว้คุณย่าที่สุสาน ความคิดตอนนั้นตั้งใจที่จะขุดคนตายขึ้นมา เพื่อให้เขาเหล่านั้นกลับไปอยู่กับครอบครัว เวลานี้คนตายเหล่านั้นคุกเข่าขอความช่วยเหลืออยู่ตรงหน้าแล้ว ทันใดนั้นคุณสวีจึงตัดสินใจกระโดดลงไปในเหวที่มีสุนัขปากเหล็กและงูทองเหลือง คุณสวีหวังจะได้รับโทษแทนวิญญาณเหล่านั้น แต่มีเหตุการณ์ประหลาดเกิดขึ้น พลันมีดอกบัวสีขาวดอกใหญ่บานขึ้นมาปิดปากเหวไว้ ทำให้คุณสวีไม่ตกลงไปก้นเหว แต่กลับค้างอยู่ในดอกบัว วิญญาณเหล่านั้นเมื่อเห็นต่างรีบกระโดดตามลงไปในดอกบัวสีขาวดอกใหญ่ จากนั้นก็เกิดเสียงดังมากแล้วทุกอย่างก็กลับสู่สภาพปกติ แต่วิญญาณเหล่านั้นได้หายไปพร้อมกับดอกบัวสีขาวดอกใหญ่เสียแล้ว

เจ้าหน้าที่   :  แย่แล้ว

ผู้พิพากษา   :  วิญญาณเหล่านั้นหนีไปเกิดหมดแล้ว

คุณสวี   :  ท่านจับข้าพเจ้าโยนลงไปแทนวิญญาณเหล่านั้นก็แล้วกัน

        เมื่อเหตุการณ์เป็นเช่นนั้น ผู้พิพากษาจึงพาคุณสวีไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง ณ ที่นั้น คุณสวีได้พบกับพวกพยายมฉิน ก่วง ฮ๋วง ท่านกำลังพิจารณาคดีของวิญญาณตนหนึ่งอยู่ เจ้าหน้าที่จึงได้เข้าไปรายงานเรื่องวิญญาณผีได้หนีไปเกิดให้ทราบ ขณะเดียวกันก็มีเจ้าหน้าที่อีกชุดหนึ่งกำลังจับวิญญาณผีตนหนึ่งโยนลงไปบนพื้น ก่อนหน้านั้นบนพื้นว่างเปล่าไม่มีอะไรอยู่เลย แม่เมื่อโยนวิญญาณลงไปกลับมีกระทะทองแดงใบหใญ่ปรากฏขึ้น วิญญาณผีที่ถูกโยนลงไปได้รับความทุกข์ทรมานร้องเสียงโหยหวนแล้วก็ไหม้เกรียมในที่สุด  ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง มีคำสั่งให้หยุดการพิจารณาคดีไว้ก่อน แล้วหันมาถามเรื่องราวที่เกิดขึ้น

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  ตั้งแต่อดีตไม่เคยปรากฏเหตุการณ์วิญญาณผีหนีออกไปจากขุมนรกได้ แล้ววันนี้เกิดอะไรขึ้น

ผู้พิพากษา   :  เรียนท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง  วันนี้ประหลาดนัก พวกวิญญาณเหล่านนั้นล้วนใจกล้า หนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต แล้วไปขอให้ท่านแซกุงช่วย แต่คิดไม่ถึงพอท่านแซกุงกระโดดลงไปในขุมนรก ปรากฏมีดอกบัวดอกใหญ่มารองรับท่าน พวกวิญญาณผีได้โอกาสจึงรีบกระโดดตามลงไป จากนั้นทุกอย่างก็อันตรธานหายไปหมด

คุณสวี   :  ข้าพเจ้าไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น เพียงแต่ว่าเมื่อตอนยังเล็กอยู่ ข้าพเจ้าเคยตั้งใจไว้ว่าจะช่วยให้คนที่ตายแล้วกลับไปอยู่กับครอบครัว แต่ตอนนั้นข้าพเจ้ายังเด็กไม่สามารถทำได้ วันนี้เห็นวิญญาณเหล่านั้นต่างคุกเข่าขอความช่วยเหลือ ข้าพเจ้าจึงเห็นว่าโอกาสนี้จะทำให้ความตั้งใจของข้าพเจ้าเป็นจริงได้ จึงกระโดดลงไปหวังจะรับโทษแทนวิญญาณผีเหล่านั้น ทั้งหมดเป็นความผิดของข้าพเจ้าแต่เพียงผู้เดียว

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  นี่อาจจะเป็นบัญชาของฟ้า เอาล่ะ แล้วเราจะรายงานต่อท่านเง็กเซียนฮ่องเต้ทันที  ท่านแซกุงเชิญท่านนั่งรอสักครู่  ขณะนั้น ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง เรียกยมทูตมาสั่งงาน

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  เจ้าทั้งสองรีบไปยังโลกมนุษย์ ขณะนี้จะมีวิญญาณมากจากโลกมนุษย์ให้รีบไปรับมา เดี๋ยวจะเลยเวลา

คุณสวี   :  ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง  ขอข้าพเจ้าตามไปด้วยจะได้ไหม

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  เราอนุญาต
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:24 น.
โดย nakdham
»


บทสวดหมีเล่อเจินจิง

        เมื่อคุณสวีได้รับอนุญาตจากท่านฉินก่วงฮ๋วง ได้ติดตามยมทูตขาว - ดำ  ออกมารับวิญญาณคนตาย ในเวลานั้นยมทูตทั้งสองได้เดินทางมาถึงเมืองไถจง เป็นเวลาประมาณทุ่มเศษ ๆ คุณสวีมองไปเห็นชาวบ้านบริเวณนั้นนั่งสนทนากันอยู่ สักพักหนึ่งชาวบ้านต่างได้ยินเสียงโซ่ตรวนดังกระทบกัน จึงต่างแยกย้ายกลับเข้าไปในบ้านของตน  ยมทูตขาว - ดำ ได้มายืนอยู่หน้ากระต๊อบหลังหนึ่ง ทั้งสองท่านยืนอยู่นานจนกระทั่งคุณสวีรู้สึกอึดอัด คุณสวีจึงตัดสินใจเดินเข้าไปดูภายในบ้าน เห็นคนแก่ท่านหนึ่งนอนอยู่บนเตียง ข้าง ๆ เตียงนั้นมีลูกชายอยู่ด้วย เขากำลังสวดมนต์ให้คนแก่ท่านนั้นฟัง ท่านยมทูตทั้งสองยืนนิ่งไม่ไหวติง

ยมทูตขาว   :  ทำไมท่านไม่เข้าไปรับวิญญาณล่ะ

ยมทูตดำ   :  ชายหนุ่มคนนั้นกำลังสวดมนต์ บทหมี เล่อ เจิน จิง  อยู่และท่านดูบนศรีษะของหนุ่มคนนั้นสิ มีแสงรัศมีปรากฏอยู่ ท่าน ฉิน ก่วง ฮ๋วง เคยกำชับไว้ว่าคนสวดมนต์แสดงว่าเป็นคนบุญ โดยเฉพาะผู้ที่บนศรีษะมีแสงรัศมี แสดงว่าเขาได้รับถ่ายทอดวิถีธรรมจากอาจารย์ถ่ายทอดธรรมแล้ว เรารอให้เขาสวดมนต์เสร็จก่อน แล้วเราค่อยเอาวิญญาณไป

        ท่านยมทูตทั้งสองต่างยืนรอจนกระทั่งลูกชายของหญิงชราท่านนั้นสวดมนต์จบ แต่ก็เลยเวลาที่จะรับวิญญาณไปแล้ว จึงไม่สามารถรับวิญญาณกลับไปได้ ท่านทั้งสองจึงเดินทางกลับโดยที่ไม่มีวิญญาณกลับไปด้วย

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  ทำไมไม่นำวิญญาณกลับมา

ยมทูตทั้งสอง   :  เรียนท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง เราทั้งสองได้ทำหน้าที่ไปรับวิญญาณของผู้ตายกลับมา แต่ลูกชายของผู้ตายกำลังสวดมนต์บทหมี เล่อ เจิน จิงผู้น้อยจึงเฝ้ายืนรออยู่ภายนอกจนกระทั่งเลยเวลารับวิญญาณ จึงไม่สามารถรับวิญญาณกลับมาได้ อีกทั้งบนศรีษะของชายผู้นั้นมีแสงรัศมี ผู้น้อยจึงไม่กล้าผลีผลามนำวิญญาณนั้นกลับมา เกรงจะผิดกฏเบื้องบนขอรับ

ท่านฉิน ก่วง ฮ๋วง   :  ถ้าเป็นเช่นนั้น พรุ่งนี้เจ้าทั้งสองไปรับวิญญาณนั้นมาก็แล้วกัน

ยมทูตทั้งสอง   :  น้อมรับคำบัญชา

        สาเหตุจากเมื่อวานนี้ ที่ชาวบ้านได้ยินเสียงโซ่ตรวนกระทบกันเสียงดังมาก จึงทำให้ชาวบ้านละแวกนั้น รู้สึกว่าคุณยายคงจะอาการน่าเป็นห่วงเมื่อถึงเวลาเย็นชาวบ้านละแวกนั้นต่างมีรวมตัวกันที่บ้านของคุณยาย ลูกชายของคุณยายเองก็คิดเหมือนกันว่าแม่กำลังป่วยหนัก เกรงว่าอาจจะไม่พ้นคืนนี้ไปได้  เมื่อยมทูตทั้งสองมาถึงก็ได้แต่ยืนมองหน้าประตู ไม่กล้าจะทำสิ่งใด เพราะลูกชายของคุณยายกำลังสวดมนต์บทหมี เล่อ เจิน จิง  จนกระทั่งเวลาในการรับวิญญาณได้ล่วงเลยไป  จึงกลับไปยมโลกโดยไม่สามารถนำวิญญาณกลับไปได้อีก
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 14/01/2019 เวลา 01:25 น.
โดย nakdham
»