เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:

Tags:

Elder
***

หนึ่งเดียว หลุดพ้น

02/10/2012 เวลา 10:33 น.
กระทู้: 6,381
ถูกใจทั้งหมด: 7
                          บันทึก

              กฏแห่งกรรมยุควิทยาศาสตร์

            แปลและเรียบเรียงโดย  ศุภนิมิต

                               คำนำ


        ระยะหลังหลายปีมานี้ ข้าพเจ้าไม่ใคร่จะทำหนังสือเกี่ยวกับกฏแห่งกรรม

        เหตุผลประการที่หนึ่ง ก็ด้วยเห็นว่า มีหนังสือประเภทนี้มากมายแล้วในตลาดหนังสือทั้งทางโลกและทางธรรม

       ประการที่สอง ก็ด้วยจากการประเมินผล พิจารณาเห็นว่าผู้ที่ชอบอ่านหนังสือประเภทนี้ ส่วนใหญ่จะเพลิดเพลินไปกับเรื่องราวบทตอนที่น่าเร้าใจของท้องเรื่อง

        แม้ท่านผู้อ่านจะได้ข้อคิดจากกฏแห่งกรรมตามเรื่องราวนั้น ๆ บ้าง ซึ่งมีผลทำให้ได้ระงัยยับยั้งการกระทำผิดบาปของตนได้บ้าง แต่มีข้อเสียคือ อ่านแล้ว "ติด" ติดหนังสือประเภทนี้เหมือนติดนวนิยาย หนังสือธรรมะในเชิงคติพจน์ พระคัมภีร์ ธรรมสาระต่าง ๆ หากกองรวมกันไว้กับหนังสือกฏแห่งกรรม คนส่วนใหญ่ชอบที่จะหยิบอ่านกฏแห่งกรรมก่อนเล่มอื่นใด ทำให้คิดว่า "นี่เรากำลังมอมเมาเขา" ให้หลงอยู่ในกระแสสังสารวัฏฏ์ หรือ "กำลังตรึงเขาไว้" ในภาวะของผู้รู้ตื่นเพียงขีดขั้นของผู้สำนึกรู้ว่า "กฏแห่งกรรมมีจริงเท่านั้น" "องค์สมเด็จพระกตธิการ บรมอริยธรรมราชเจ้า ผู้เฒ่าน้ำใส" (น้ำใสบรมอริยะ) โปรดตักเตือนชาวเราอยู่เสมอว่า

 "บำเพ็ญธรรม บำเพ็ญใจ"

"บำเพ็ญใจให้เข้าถึงวิถีอนุตตรธรรม"

"ให้เข้าถึงภาวะจิตใสใจสว่างแห่งตน"

        แน่นอน ภาวะนั้นก็มิใช่ "ติด" อยู่แค่เรื่องราวของ "กฏแห่งกรรม"  แต่ครั้งนี้ ข้าพเจ้าขัดไม่ได้ที่จะต้องแปลเรียบเรียง "กฏแห่งกรรมในยุควิทยาศาสตร์" เล่มสองตามมา  เนื่องจากท่านเจ้าของเค้าโคลงเรื่องคือ อาจารย์โง้วกิมเพียว ซึ่งสนิทรักใคร่ประหนึ่งพี่น้อง ท่านเขียนเรื่องไทย ๆ เป็นจีน ลงหนังสือพิมพ์จีน เป็นที่นิยมชมชอบของชาวจีนเป็นอันมาก ชาวจีนก็ใคร่จะให้ลูกหลานที่อ่านหนังสือจีนไม่ออกได้รู้เรื่องราวบทเรียนเหล่านี้บ้าง เรื่องไทย ๆ จึงต้องแปลจากจีนมาเป็นไทยอีกคำรบหนึ่ง ดังนี้ ข้าพเจ้ายังตั้งความหวังไว้ว่า หนังสือกฏแห่งกรรมจะเป็นเพียงบันไดขั้นแรกที่ช่วยปลุกท่านให้ตื่นขึ้นจากการใช้ชีวิตตามความเคยชินทางโลก แต่เมื่อท่านตื่นขึ้นจากทางโลกแล้ว ขอท่านจงโปรดทอดสายตาให้ลึกซึ้งกว้างไกลไปถึงหลักสัจธรรมวิถีจิตเพื่อการบรรลุธรรม อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของชาวเราผู้ยินดีในการปฏิบัติบำเพ็ญจริง ข้าพเจ้าก็จะไม่ต้องผิดต่อความรู้สึกที่ว่า "กำลังมอมเมาหรือตรึงท่านไว้" ขอท่านทั้งหลายจงเจริญธรรม

       ด้วยความปรารถนาดีเป็นที่ยิ่ง

                  ศุภนิมิต  
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/05/2021 เวลา 20:51 น.
โดย Tik
»

                         สารบัญ

๐๑. ตายหลายครั้ง
๐๒. อัมพาต
๐๓. มีดพันรอย
๐๔. สายสัมพันธ์
๐๕. วิญญาณทวงหนี้

๐๖. คนบุญภาคตะวันออก
๐๗. มาทางไหน - ไปทางนั้น
๐๘. หมู่บ้านโจร
๐๙. ฟ้าไม่เปลี่ยน
๑๐. กลับชาติมาเกิด

๑๑. แรงบุญทาน
๑๒. ขัดข้อง
๑๓. สถานธรรมบนรถยนต์
๑๔. อาศัยใช้ร่าง
๑๕. สามหมอ

๑๖.คนขายปลาจีน
๑๗. กรรมพันธุ์
๑๘. อุดตัน
๑๙. ยาเบื่อ
๒๐.ยาบ้า

๒๑. คนอิสาน
๒๒. ดูหนัง
๒๓. คน - ควาย
๒๔. เฮียซุ้ง

        ตายหลายครั้ง  :  บ่ายวันอาทิตย์วันหนึ่ง ซ้อฮุยกับลูกสาวที่ถือม่าย ขับรถมารับข้าพเจ้าให้ไปเป็นเพื่อนที่คลองใหม่ เพื่อขอให้มหาราชเจ้าโปรดชีั้แนะว่า เฮียฮุยที่ป่วยหนักอยู่จะตายเมื่อไร

     เหลวไหลแท้ มีแต่จะถามว่าเมื่อไรจะหาย แต่นี่ถามว่า เมื่อไรจะตาย ระหว่างทางบนรถ ซ้อฮุยรู้ว่าข้าพเจ้าค้างใจ จึงอธิบายว่า "เฮียฮุยนอนป่วยมาสิบเอ็ดปีแล้ว เสียค่ารักษาไปหลายล้าน ใกล้จะหมดเนื้อหมดตัวอยู่แล้ว เขาก็ยังไม่ดีขึ้นเลย สามครั้งที่ทำท่าจะไป เช็ดตัวเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ พอข้ามคืนก็กลับฟื้นขึ้นมาอีก ขณะนั้นกำลังแน่นิ่งเหมือนตายเป็นครั้งที่สี่อยู่ ไม่รู้จะเปลี่ยนเสื้อผ้าให้ไหม"  ซ้อฮุ้ยได้ยินมาว่า มหาราชเจ้าองค์นี้ศักดิ์สิทธิ์นัก จึงขอให้ข้าพเจ้านำทางไปกราบเรียนถามกำหนดวันตาย แต่ภถ้ายังไม่ตาย เร็ว ก็ขอให้ท่านช่วยนำวิญญาณไปด้วย จะได้ไม่ต้องทุกข์ทรมานต่อไป ผมเคยไปเยี่ยมเฮียฮุยหลายครั้ง ระหว่างสิบกว่าปีมานี้ ทุกครั้งที่เห็นเขาทุกข์ทรมาน ก็อยากให้เขาตาย ๆ ไปเสียเหมือนกัน อย่างน้อยเนื้อหนังร่างกายจะได้หลุดพ้นจากการเจ็บปวด พอมาถึงศาลเจ้า เป็นเวลาช้ากว่าคนอื่น ๆ ตั้งร้อยกว่าคน ทุกวันอาทิตย์ มหาราชเจ้าฉีเทียนจะประทับทรง โปรดรักษาโรคภัยไข้เจ็บพิศดารพันลึกแก่ผู้มีอันเป็นทั้งหลาย สำหรับเรื่องทรงเจ้า แต่ไหนแต่ไรมา ข้าพเจ้าไม่เคยลบหลู่แต่ก็ไม่ปักใจเชื่อ เคยเขียนอุทาหรณ์จากนักธรรมผู้ใหญ่ไว้เตือนใจตนว่า "เชื่อว่ามีผีสาง เคารพสิ่งศักดิ์สิทธิ์เทพยดา กราบไหว้บูชาพระพุทธะ เจริญรอยอย่างพระอริยะเจ้า" เหล่านี้ ดูอย่างกับใกล้เคียงบกัน แต่แท้จริงแล้วต่างกัน จะต้องใช้ปัญญาไปจำแนก จะต้องอ่านพระโอวาทให้มาก ใกล้ชิดผู้เจริญธรรมให้มาก ความคิดจิตใจตนให้สว่างกว้างใหญ่เที่ยงตรง อยู่ลำพังต้องไม่พลั้งผิด  ไม่คิดฟุ้งซ่านโลภมาก ไม่วางแผนชั่วร้าย จึงจะไม่ถูกผีสางอำพรางให้ใจหลง เรามาถึงช้า เลขทะเบียนลำดับร้อยกว่า จะต้องรอคิวอีกนาน ข้าพเจ้าคิดถึงคำพังเพยที่ว่า "กฏหมายไม่ไกลมนุษย์สัมพันธ์" ขึ้นมาได้ จึงแผลงเสียว่า "เซียนพุทธะก็ว่าด้วยมนุษยสัมพันธ์" เช่นกันได้ จึงขอให้ธุรการศาลเจ้าช่วยลัดคิวให้หน่อย ข้าพเจ้าเองนั่งดื่มกาแฟรออยู่ข้างนอก สักครู่เดียว แม่ลูกทั้งสองก็หน้ามุ่ยหน้าหมองออกมา กวักมือเรียกข้าพเจ้าไปขึ้นรถ "ท่านว่าอย่างไร" ข้าพเจ้ารีบถาม ซ้อฮุยอัดอั้นตันใจตอบว่า "เขายังใช้หนี้กรรมไม่หมด ไม่ตา่ยง่าย ๆ ยังจะต้องทรมานอีกต่อไป ให้เงินทองฉิบหายอีกหน่อย เขาจึงจะปล่อยให้ตาย" "เราคงแย่แน่"  ลูกสาวที่ขับรถอยู่พูดเสริมแล้วว่า"ทรัพย์สมบัติจะหมดเกลี้ยงแล้ว ยังจะยึดเวลา..." ข้าพเจ้าฟังน้ำเสียงสองแม่ลูกแล้วรู้สึกทะแม่ง ๆ เขาห่วงใยเงินทองมากกว่าผู้ป่วย ชั่วชีวิตของเฮียฮุย ดิ้นรนเหนื่อยยากทำมาหากินตัวเป็นเกลียว เพื่อเลี้ยงดูครอบครัว ทำอาชีพทุกอย่าง แม้แต่สุดท้ายคือฆ่าเป็ดขาย แรกเริ่มฆ่าวันละสิบกว่าตัว ต่อมาก็เป็นวันละหลายสิบตัว ปรุงกลิ่นรสเป็นเป็ดพะโล้ ขี่มอเตอร์ไซค์ไปขายที่ชานเมือง เป็ดพะโล้ของเขากลิ่นรสดีเยี่ยม จึงขายดิบขายดีเป็นเทน้ำเทท่า จากบรรทุกด้วยรถจักรยานยนต์ ก็เปลี่ยนเป็นรถกระบะ จนกระทั่งใช้รถหกล้อบรรทุกไปส่ง ได้ยินมาว่า เป็ดพะโล้ที่ตั้งชื่อของแม่อะไรพ่ออะไร ที่มีร้านมีแผงขายริมถนนชานเมืองเกลื่อนกลาดนั้น แท้จริงเป็นความคิดเริ่มต้นของเฮียฮุย ทำเลที่ชานเมืองรถราผ่านไปมามากมาย แผงขายจะมีม้านั่งหนึ่งตัว ตู้กระจกหนึ่งใบแขวนเป็ดพะโล้สิบกว่าตัว ซึ่งผู้ขายไม่ต้องลงทุนอะไรเลยก็ค้าขายได้ ค่ำแล้วขายไม่หมดก็ยังรับคืน ผู้ค้าสำเร็จรูปที่ไม่ต้องลงทุน วันหนึ่งหากขายได้สิบกว่ายี่สิบตัว ก็จะได้กำไรหลายร้อยบาท นับว่ากำไรงามทีเดียว เมื่อแผงเป็ดพะโล้มมีมากขึ้น ผู้ขายก็หาทางเรียกร้องความสนใจ โดยขึ้นป้ายใส่ชื่อน่านิยมว่า "ก๊วยเจ๋งเป็ดพะโล้"  "อั่งซิกกงเป็ดพะโล้"  "จั่นเจาเป็ดพะโล้"  "เปากงเป็ดพะโล้"  และชื่อนิยมอื่น ๆ เพียงเวลาไม่กี่ปี เฮียฮุยร่ำรวยเหลือเฟือ ซื้อที่ซื้อบ้าน ลูก ๆ ก็ได้เรียนสถาบันการศึกษาชั้นดี ภายหลังมีคนเอาอย่างธุรกิจนี้ของเฮียฮุย แย่งชิงพื้นที่ค้าขายส่งเป็ดให้ถีงแผง เก็บเงินทีหลัง ให้กำไรมากกว่า  หลายวันแรก ผู้ค้ารับเป็ดจากโรงงานใหม่ แต่พอสามวันห้าวันผ่านไป ก็พากันกลับมารับเป็ดของเฮียฮุยตามเดิม สาเหตุก็คือ เป็ดของคู่แข่งรายใหม่อยู่ได้ไม่ถึงเย็นก็เริ่มมีกลิ่น โดยเฉพาะหน้าร้อน บางครั้งพอตกเย็น เป็ดยังมีกลิ่นเหม็นคลุ้ง มีหนอนชอนไชเสียอีก  แต่เป็ดของเฮียฮุยอยู่ได้สามวันสองคืนไม่เปลี่ยนกลิ่น นี่เป็นเคล็ดลับผลิตที่ไม่มีใครรู้ แต่ ไม่มีความลับใดในโลกที่ไม่ถูกเปิดเผย โดยเฉพาะเคล็ดลับเพื่อการผลิตเงิน ในทึี่สุด สูตรของเฮียฮุยก็ถูกเขาเอาไปใช้ อาหารทั่วไปที่เก็บไว้ได้ทนนาน ส่วนใหญ่จะใส่สารกันบูด แต่ก็มีกำหนดเวลา แต่นี่เฮียฮุยเล่นใช้สารฟอร์มาลีนฉีดศพ ! เรือหาปลาสมัยก่อน ทุกครั้งที่ออกทะเล จะต้องบรรทุกน้ำแข็งไปครึ่งลำเรือ เพื่อแช่กุ้งปลาที่จับมาได้ สมัยนี้ ชาวประมงเอาน้ำยาแช่ศพติดเรือไปไม่กี่กิโลกรัม ก็ช่วยรักษาเนื้อกุ้งปลาเต็มลำเรือไว้ได้เป็นอาทิตย์ไม่เน่าเหม็น เนื้อสัตว์ต่าง ๆ ที่วางขายกันในตลาด ก็ใช้วิธีนี้กันแทบทั้งนั้น คนกินเนื้อสัตว์สมัยนี้ จึงมีอันตรายจากการสะสมน้ำยาฉีดศพ  อาบศพ  ดองศพ  เอาไว้ในตัว พอมีคนใช้สูตรรักษาเนื้อเป็ดอย่างเดียวกับเฮียฮุยเท่านั้น รายได้จากการค้าเป็ดของเขาก็ตกฮวบ แต่เขาก็ได้เงินจากการค้านี้มาจำนวนมหาศาลแล้ว อีกทั้งเขาก็ได้สร้างบาปเวรกับชีวิตเป็ดมามากมายนับไม่ถ้วนตัวแล้วด้วย ในระหว่างการค้าเป็ดพะโล้ของเฮียฮุยกำลังรุ่งถึงที่สุดนั้น เขาได้คิดค้นเครื่องฆ่าเป็ด  เครื่องถอนขนเป็ด  เครื่องผ่าท้องเป็ด  เพื่อทุ่นแรงรวมสามอย่าง  ในวันหนึ่ง เครื่องเหล่านี้สามารถประหารและจัดการกับเป็ดได้ถึงสามสี่พันชีวิต ซึ่งเท่ากับปีละเป็นล้านชีวิต หนี้ชีวิตนี้จะจ่ายได้โดยง่ายอย่างไรกัน เฮียฮุยจึงต้องแน่นิ่งแล้วฟื้นขึ้นมารับการทรมานต่อไป เท่ากับตายหลายครั้ง แต่ยังตายไม่ได้สักที  หากท่านผู้อ่านเคยชมเทปบันทึกภาพการฆ่าสัตว์ ที่ชื่อว่า "ชีวิตร่ำไห้" ท่านจะยิ่งเข้าใจความตายอย่างทุรนทุรายอันสาหัสสากรรจ์ของเฮียฮุยได้อย่างถึงแก่นใจทีเดียว 

                 อัมพาต  :  คุณวิเชียร เกษียณจากธนาคารแล้ว หมู่นี้กำลังตามหาข้าพเจ้า  จนกระทั่งเมื่อวันก่อน จึงได้พบกันโดยบังเอิญที่มาเลเซีย

        เหตุที่คุณวิเชียรร้อนใจใคร่พบข้าพเจ้าก็คือ
เขาได้ยินมาว่าข้าพเจ้าเคยแนะนำให้คนเป็นอัมพาตรับประทานอาหารยาที่เรียกว่า "ไข่น้ำส้มสรรพคุณพิเศษ" ซึ่งทำให้ร่างกายฟื้นฟูได้ดีมาก จึงเร่งร้อนจะเรียนรู้วิธีการทำ และสูตรวิฑธีการใช้รักษาจากข้าพเจ้า คุณวิเชียรบอกว่าเพื่อนรักของเขาซึ่งข้าพเจ้าก็รู้จัก สองสามีภรรยาเป็นอัมพาตมาสองปีกว่าแล้ว อยากให้ข้าพเจ้าไปเยี่ยมเขาด้วยกัน อีกทั้งช่วยแนะนำการรักษาด้วยวิธีดังกล่าว ข้าพเจ้าอธิบายวิธีการทำ "ไข่น้ำส้มสรรพคุณพิเศษ" ให้คุณวิเชียรเข้าใจจนแจ่มแจ้ง บอกให้จัดการตามนี้ ข้าพเจ้ามีธุระรัดตัว ไม่อาจไปเยี่ยมพร้อมกับคุณวิเชียร แต่คุณวิเชียรก็เพียรพยายามขอร้องจะให้ไปด้วยให้ได้ โดยให้เหตุผลว่า "ตำรายาบอกต่อกันสามหน คนกินอาจตาย" หมายความว่าอาจผิดพลาดไปจากเดิม แต่ข้าพเจ้าผู้บอกต่อรู้ว่า ไม่ได้หมายความอย่างที่อ้าง แต่เป็นเพราะคุณวิเชียรทำงานธนาคารมานาน ทำอะไรก็เป็นระเบียบไปหมด โดยเฉพาะที่เขาว่า "แนะนำให้เขากินอาหารได้ แต่ไม่ให้แนะนำยา" เพราะถ้าแนะนำยา เกิดยาไม่ถูกกับโรค เป็นอะไรไปเราต้องรับผิดชอบ สามีภรรยาคู่นี้มีชื่อว่า นายวันกับนางสายหยุด อายุยังไม่ถึงห้าสิบปี ข้าพเจ้ารู้จักเขาจากการแนะนำของคุณวิเชียร  เริ่มจากเมื่อยี่สิบกว่าปีก่อน เมื่อครั้งที่คุณวิเชียรยังเป็นผู้จัดการธนาคารพาณิชย์แห่งหนึ่ง ซึ่งทุกวัน จะต้องส่งพนักงานเก็บเงินของธนาคาร ออกไปเก็บบัญชีตาามร้านซีฟู้ดแถวชายทะเลปากน้ำ ซึ่งเป็นแหล่งท่องเที่ยว ร้านซีฟู้ดที่ขึ้นชื่อและขายดีที่สุดแถบนั้นก็คือ ร้านของนายวันกับนางสายหยุด ชื่อร้านว่า "นายวันทะเลเผา" ลูกค้าแน่นขนัดทุกวัน โดยเฉพาะวันอาทิตย์แทบไม่มีที่ให้นั่ง บ่ายวันหนึ่ง คุณวิเชียรชวนข้าพเจ้าไปเก็บบัญชีธนาคารด้วยกัน พร้อมกับถือโอกาสอิ่มอร่อยกับอาหารทะเลสักมื้อ ข้าพเจ้าพูดกับคุณวิเชียรว่า "นายวันมีเงินเข้าธนาคารมากมายอย่างนี้ทุกวัน ไม่กี่ปีคงรวยน่าดู" คุณวิเชียรตอบว่า "หยี่เฮียอย่ายินดีแทนเขาเลย ลองดูกล้ามเนื้อบนใบหน้าสองสามีภรรยาสิ มันเต้นตุบ ๆ ตลอดเวลา เหมือนกุ้งหอยที่กำลังย่างไฟ มันชักกระตุกอย่างเดียวกันหมดเลย" คุณวิเชียรว่าอย่างนี้ ทำให้ข้าพเจ้าสะท้าน เกิดความรู้สึกไม่อยากกินเนื้อสัตว์อีกเป็นครั้งที่สอง (เป็นอุทาหรณ์บอกเหตุว่าจะไม่กินเนื้อสัตว์ต่อไปเป็นครั้งที่สอง ครั้งที่หนึ่งคือ ครั้งที่ร่วมเก็บศพไม่มีญาติกับมูลนิธิสงเคราะห์แห่งหนึ่ง เมื่อขุดพบศพที่เพิ่งตายไปไม่นานศพหนึ่ง ซึ่งวงการนี้เขาให้ชื่อว่า "สินค้าสด" วิธีเก็บศพสภาพนี้คือ ใช้น้ำมันราดแล้วเผา ซึ่งกลิ่นจากการเผานั้นเหมือนกลิ่มหมูหันย่างสดจากภัตตาคารอย่างไรอย่างนั้นเชียว) เมื่อคุณวิเชียรว่าอย่างนั้น ข้าพเจ้าจึงต้องเข้าไปดูกรรมวิธีเผาทะเลในครัว จึงได้รู้ว่า ความหอมหวา่นของเนื้อจารกทะเลที่ลือกระฉ่อนด้วยฝีมือนายวันกับภรรยานั้น เขากันทำอย่างไร ... กุ้ง  หอย  ปู  ปลาทั้งหมดตื่นตัว เป็นชีวิตที่ยังโลดแล่นทั้งนั้น เมื่อจะย่าง เขาใช้ไม้ย่างหรือเหล็กแหลมแทง ถ้าเป็นปูก็ปักอก วางบนเตาปิ้งทันที อย่างนี้ ก้ามปูขาปูจะอยู่ครบไม่หลุด ส่วนปลาเป็น ๆ นั้น เขาเลี้ยงไว้ในน้ำ คำนวณว่าวันนี้จะขายกี่ตัว จำนวนปลาทุกตัวนั้น เขาสับหางปลาออกส่วนหนึ่งแล้วใส่ไว้ในบ่อรอฆ่าต่างหาก ปลาถูกสับหาง มันเจ็บปวดจึงทุรนทุรายกระโดดดิ้น เหมือนกำลังฟิตกล้ามเนื้อโดยปริยาย เมื่อเอามาย่างจึงเนื้อเหนียวนุ่มกว่า เมื่อได้เห็นแดนประหารกับเมรุเผาศพชีวิตทะเลแล้ว ได้พิจารณาหน้าตานายวันกับภรรยา แน่ชัดมาก กล้ามเนื้อบนใบหน้าของเขาทั้งสองกระตุกไม่หยุด ทำให้ใจสะท้านชอบกล !  หลังจากครั้งนั้นแล้ว ข้าพเจ้าไม่เคยไปร้านนายวันอีกเลย ได้ยินว่าขายดีมากเงินทองไหลมาเทมา ไม่นานได้ยินว่าเขาย้ายร้าน อีกทั้งสร้างคฤหาสน์ มีเงินเก็บในบัญชีธนาคารนับล้าน สองสามีภรรายาอายุสี่สิบยังไม่มีผู้สืบสกุล เป็นเหตุให้หมางใจกันบ่อย ๆ ซึ่งนายวันมักจะอ้างเหตุว่า ไม่มีทายาทสืบสกุล ไม่มีผู้รองรับสมบัติพัสถาน จะหาอนุภรรยาสักคน นี่เป็นวิสัยของปุถุชน อิ่มนักมักเริงกาม เงินทองอิ่มตัว คิดมั่วกาม แต่นางสายหยุดไม่ยอมอยู่ใต้อำนาจนายวัน ประกาศชัดเจนว่า ถ้านายวันมีภรรยาน้อยเมื่อไร จะต้องถูกมีดเสียบอกย่างสดอย่างปูทะเลที่ทำกันอยู่ทุกวันนี้ นางสายหยุดเป็นคนเอาจริง จากนั้นมา เธอหามีดปลายแหลมเล่มใหญ่ไว้ใกล้มือ ให้นายวันรู้ว่า "อย่าให้จับได้เชียว"  นายวันได้แต่ถอนใจ เสียดายความร่ำรวยของตนเอง จากนั้นมา เวลาผ่านไปสิบกว่าปี คุณวิเชียรย้่ายที่ทำงาน ส่วนข้าพเจ้าก็มีงานเดินทางไปทั่ว จึงไม่รู้ข่าวคราวสองสามีภรรยาอีก จนกระทั่งเพิ่งพบกับคุณวิเชียรที่ปีนังครั้งนี้โดยบังเอิญ จึงได้รู้ว่า สองสามีภรรยาเป็นอัมพาตครึ่งตัวไปสองสามปีแล้ว  คุณวิเชียรเพิ่มเติมให้ฟังว่า แม้นางสายหยุดจะคุมสามีเต็มที่ถึงกับจ้างนักสืบติดตามเมื่อนายวันออกนอกบ้าน แต่ราคะปรารถนาหาได้จนหนทางไม่ นายวันแอบลักลอบกับหญิงเสิร์ฟในร้านมาหลายปี โดยนางสายหยุดยังคงกระหยิ่มใจในความ "แน่" ของนางที่คุมนายวันอยู่ได้ เวลาผ่านไป ทุกอย่างผันไป วันที่นางสายหยุดรู้ความลับของสามี ก็คือขณะที่ต้องนอนเคลื่อนไหวไม่ได้ไปครึ่งตัวแล้ว แรงที่จะยกมีดขึ้นปักอกนายวันก็ไม่มี นายวันเองก็นอนอยู่ข้าง ๆในสภาพเดียวกัน ทั้งสองนอนน้ำตาพราก ยากจะเอ่ยปากบอกกล่าวถึงความทุกข์ระทมขมขื่นที่ต้องยอมรับ ยังดีที่นางน้อยหญิงเสิร์ฟในร้านมีมโนธรรมน้ำใจ พาลูกหญิงชายที่เกิดจากนายวันมาขอขมานางสายหยุด แดละดูแลรับใช้แม่ใหญ่ใกล้ชิด ทุกอย่างถ้าทำใจไม่ได้ ก็ต้องกลืนไม่เข้าคลายไม่ออก เจ็บปวดเหมือนมีดปักอกปูอยู่อย่างนั้น ครั้งนี้ เมื่อเราไปถึงปากน้ำ เห็นร้าน "นายวันทะเลเผา" ซึ่งบัดนี้กลับกลายเป็น "ทะเลเผานายวัน" ไป ทุกอย่างเสื่อมโทรม สองสามีภรรยา นอนรับสภาพอยู่คนละเตียงเคียงกัน เมื่อเห็นข้าพเจ้ากับคุณวิเชียรมาเยี่ยม ทั้งสองได้แต่ยกมือข้างเดียวทักทายสวัสดี พูดไม่ออก ได้แต่น้ำตาไหลพราก เราทั้งสองช่วยกันปลอบใจ ช่วยกันให้กำลังใจว่า มีอาหารยาวิเศษ คือ ไข่น้ำส้มที่รักษาอัมพาตหายกันมาแล้วนักต่อนัก... ออกจากบ้านนายวัน คุณวิเชียรถามข้าพเจ้าว่า ดูสภาพแล้วคิดว่ารักษาได้ไหม ข้าพเจ้าตอบตรง ๆ ว่า "ไม่มีทาง" แม้ไข่น้ำส้มฯ จะสัมฤทธิ์ผลต่อโรคต่าง ๆ เป็นอย่างดีโดยเฉพาะอัมพาต ซึ่งทางต้นตำรับที่มณฑลเฮยหลงเจียงประเทศจีนแนะนำมา แต่นายวันกับภรรยาไม่ใช่เป็นอัมพาตธรรมดา ข้อนิ้วมือนิ้วเท้าเริ่มหลุดหลวมออกจากกันแล้ว แม้จะมีเนื้อหนังหุ้มอยู่ แต่ก็ขยับไม่ได้ ฉะนั้น ไข่น้ำส้มจึงไม่มีผลต่อการรักษา ที่ีให้กันได้ก็เพราะไม่มีผลเสียหรือผลข้างเคียง อีกทั้งเป็นดำลังใจแก่ผู้ป่วย เป็นน้ำใจจากคุณวิเชียร ภายหลังได้ยินมาว่า ก่อนที่สองสามีภรรยาจะตาย กระดูกทุกข้อในร่างกายของเขาหลุดออกจากกันหมด ยกแขนขาไม่ได้เลย อีกทั้งกล้ามเนื้อทั่วตัวยังกระตุกอยู่ทุกเวลา เหมือนกุ้งปลาเนื้อเต้นขณะถูกย่างสดอย่างนั้น ที่แปลกคือ ทั้งสองนอนตายในลักษณะตัวงอโก่งเหมือนกุ้งถูกเผา ชัดจริงมากถ้าหากพิจารณากฏแห่งกรรม    

                   มีดพันรอย  :  คุณลุ้ย เพิ่งอายุได้หกสิบเอ็ดปีก็ตายเสียแล้ว เขาเคยเป็นผู้จัดการชมรม "น้ำชาเที่ยงวัน" ของพวกเรา เราจึงร่วมกันจัดงานศพให้

        ข้าพเจ้าเป็นสมาชิกชมรม งานนี้ทำหน้าที่รับ - จ่าย
รับเงินช่วยจากไหน ๆ จากใคร ๆ อยู่หลายคืน ผู้ตายมีสมญาว่า "มีดพันรอย"  ข้าพเจ้าเพิ่งย้ายมาอยู่ที่อำเภอนี้ไม่นาน ไม่ค่อยรู้ประวัติความเป็นมาของบุคคล ฉะนั้น พอมีเวลาจึงแอบขอรายละเอียดจากเฮียปุ๊ยที่เป็นผู้จัดการทั่วไปของชมรมฯ เฮียปุ๊ยก็ยินดีเล่าให้ฟังถึงสามคืน ขณะที่อยู่ในงานศพ ประวัติคุณลุ้ยผู้ตาย เคยเปิดร้านขายอาหารตามสั่ง ใหญ่ขนาดที่เรียกว่า ภัตตาคารได้ แต่ต่างจังหวัดเขาไม่เรียกว่าภัตตาคาร คนจีนแต้จิ๋วจะเรียกว่า "ร้านอาหารตั่วเจ้ง" "ตั่วเจ้ง"แปลว่า เบอะบะมะเทิ่ง ใหญ่แต่ไม่ทันสมัย อะไรทำนองนั้น ร้านอาหารตั่งเจ้งนี่ ตั้งแต่เชีอดไก่ ถอนขน ตระเตรียมอาหาร ปรุงอาหาร เสิร์ฟอาหาร เถ้าแก่และลูกเมียเหมาทำเองหมด ข้อดีของภัตตาคารหรือร้านอาหารตั่วเจ้งนี้ มีอาหารตารมสั่งเพียบพร้อมทุกเวลา และราคาไม่แพง คืนหนึ่ง ร้านอาหาร แผงลอย รถเข็นขายอาหารอื่น ๆ เก็บกันหมดแล้ว  ร้านคุณลุ้ยก็เช่นกัน แต่แขกประจำหลายคนกลับพากันมากินข้าว บอกว่าเพิ่งกลับมาจากต่างจังหวัด ขอให้จัดอาหารมากินกัน โดยเฉพาะอาหารจานเด็ดของร้านคือ "หน่อไม้ผัดเนื้อไก่"  แต่เวลานี้เนื้อไก่หมดแล้ว เถ้าแก่เนี้ยซึ่งควบตำแหน่งแม่ครัวด้วย เสนอว่าให้ใช้เนื้อหมูแทน แต่แขกผู้สั่งอาหารยืนยันจะกินเนื้อไก่ แม่ครัวจึงต้องเรียกให้เถ้าแก่คือคุณลุ้ย เข้าไปหลังร้านจัดการฆ่าไก่มาให้ คุณลุ้ยไม่พูดพล่ามทำเพลงตรงไปที่เล้าไก่ จับขาแม่ไก่ที่กำลังหลับสบายขึ้นมาได้ ก็เฉือนออกมาทั้งน่องทันที มิไยว่าแม่ไก่จะร้องเสียงหลงด้วยความเจ็บปวดและตกอกตกใจเพียงไร ได้เนื้อไก่มาแล้ว ทุกคนกินกันเปรมแล้ว โดยไม่รู้ว่าแม่ไก่ตัวนั้น มันทุกข์ทรมานแค่ไหนไปจนถึงรุ่งเช้า  รุ่งเช้า ลูกสาวคุณลุ้ย อยากกินน่องไก่ทอด ลูกบังเกิดเกล้าประสงค์อะไรพ่อก็ต้องจัดการให้ คุณลุ้ยเห็นว่า แม่ไก่ขาเดียวยังไม่ตาย มันงุดหัวงอตัวครวญครางอยู่ในเล้า แทนที่เขาจะสงาสารเวทนา กลับคว้าขาอีกข้างหนึ่งของแม่ไก่ขึ้นมา เฉือนสด ๆ อย่างเมื่อคืน ลูกสาวกินน่องไก่ทอดแล้วก็ไปโรงเรียน ทุกอย่างดูเป็นปกติธรรมดา บ้านเมืองเจริญขึ้นตามกาลเวลา ผู้คนแน่นหนาไปมาขวักไขว่ "ร้านอาหารตั่วเจ้ง" ของคุณลุ้ยยิ่งเลื่ีองชื่อลือชา คนระดับสูง ระดับธรรมดา ต่างพากันมาอิ่มเอม ความสามารถที่ไม่ต้องฆ่าไก่ให้ตาย แต่ก็ได้นจ่องไก่มาทอด เป็นวิฑธีการเหี้ยมโหดมากของคุณลุ้ย ยิ่งกว่านั้น  ยังมีวิธีการแล่เนื้อปลาดิบสด ๆ เป็น ๆ อีก  ที่คิดไม่ถึงว่าจะทำกันได้ลงคอ และจะกินกันได้ลงคอ ปลาเป็น ๆ สด ๆ คุณลุ้ยใช้ฝีมือแล่เนื้อให้เป็นแผ่นบาง ๆ ทั้งตัวทั้งด้านบนด้านล่าง หัวปลาอ้าปากพะงาบ ๆ คนกินก็คีบกินไป สนใจแต่ว่ามันสด มันหวาน อาหารจานนี้ที่ทำให้คุณลุ้ยได้ชื่อว่า "มีดพันรอย" ชั่วชีวิตของคุณลุ้ย ไม่เคยเข้าวัดเข้าศาลเจ้า เขาไม่เชื่อกฏแห่งกรรม ไม่เชื่ออำนาจลี้ลับ คิดว่าสัตว์ทุกชนิดเกิดมาเพื่อเป็นอาหารของคน เขาจึงคุยโวว่า "ฆ่าวันละร้อยตัว มือยังไม่อ่อน" คุณลุ้ยได้เงินมาจากอาหารพิสดาร มาไม่น้อย ได้สังคมกับลูกค้ามีระดับมากมาย ถึงกับได้รับเลือกให้เป็นผู้นำสมาคมและชมรมต่าง ๆ จึงยิ่งทำให้มั่นใจต่อความเชื่อของตัวเอง  เมื่อคุณลุ้ยอายุได้สี่สิบห้าปี อยู่ดี ๆ เส้นเลือดหัวใจอุดตันส่งเข้าโรงพยาบาลผ่าตัดหัวใจ นี่เป็นครั้งแรกที่ "มีดนั้นคืนสนอง"  แพทย์บอกว่า ถ้ามาช้าอีกนิดก็จะช่วยไม่ได้ ครั้งนี้ ใช้เวลาผ่าตัดไปถึงเจ็ดแปดชั่วโมง ซึ่งยังจะต้องตัดเอ็นที่ต้นขาซ้ายส่วนหนึ่งไปใช้ในการนี้ คุณลุ้ยต้องผ่าตัดหัวใจอีกครั้งหลังจากนั้นเพียงสองปี แพทย์บอกว่าน่าเป็นห่วง หลังจากนั้น การผ่าตัดหัวใจของคุณลุ้ยดูจะกลายเป็นงานประจำไป เว้นปีสองปีผ่า หรือผ่าปีละสองครั้ง ทั้งหมดผ่าไปสิบครั้ง ครั้งที่สิบเอ็ด แพทย์บอกว่าผ่าตัดไม่ได้อีกแล้ว  เพราะมะเร็งลุกลามไปทั่วทรวงอกและช่องท้อง ไม่มีเนื้อที่ให้ผ่าอีกแล้ว อีกทั้งจะผ่าไม่ผ่า ผลเท่ากัน เมื่อแพทย์เจ้าของไข้ไม่ทำให้ จึงจำใจส่งไปโรงพยาบาลตำบลที่ลูกเป็นรองผู้อำนวยการอยู่ จัดการผ่าตัดเป็นครั้งสุดท้าย เพื่อบรรเทาความเจ็บปวดรวดร้าวอันแสนสาหัสนั้น ลูกชายตั้งใจผ่าตัดให้พ่อจนสุดฝีมือ อยู่ที่โรงพยาบาลเดือนกว่า กลับมาบ้านได้ครึ่งวัน ขณะกินข้าวต้มปลา ก้างปลาเกิดติดคอคุณลุ้ย คุณลุ้ยตาเหลือก สองมือไขว่คว้า สิ้นใจด้วยอาการน่ากลัว นี่คือเรื่องราวที่มาของสมญา "มีดพันรอย" ที่เฮียปุ๊ยเล่าให้ฟัง    

                    สายสัมพันธ์   :   ค่ำวันหนึ่ง ขณะที่ข้าพเจ้ากำลังชงชาอย่างปราณีตด้วยใบชาอย่างดี ดื่มกินกับเพื่อนที่มาเยี่ยมเยือนอยู่ พลันหัวหน้าคนงานก่อสร้าง ก็วิ่งมาบอกว่า

        "
เถ้าแก่ ๆ ผมทนดูเมียไอ้นิกรมันทำเกินไปไม่ได้แล้ว มันตีหัวไอ้นิกรแตกเย็บเจ็ดเข็มเพิ่งกลับมา ยังโกหกว่ามันโหม่งหัวใส่เหล็กอีก"  "แล้วเราจะจัดการอย่างไรดีล่ะ" ข้าพเจ้าถาม  "พวกผมคิดว่า จะรวบรวมเงินให้ไอ้นิกรเป็นค่ารถไปจากเมียมัน กลับไปอยู่อิสาน ไม่อย่างนั้น วันหนึ่งมันคงถูกเมียตีตาย" "ก็ได้ ฉันช่วยด้วยห้าร้อย ฉันก็ทนดูไม่ได้เหมือนกัน มันเกินไป" ข้าพเจ้าพูดพร้อมกับยื่นห้าร้อยบาทให้มัน "ตอนนี้ เมียมันไปเล่นไพ่ยังไม่กลับมา เงินทั้งหมดรวมกันห้าพันบาท ให้ไอ้นิกรรีบไป" หัวหน้าคนงานจริงจังมาก ข้าพเจ้าจึงคุยเรื่องสายสัมพันธ์หรือบุพเพสันนิวาสของสามีภรรยาคู่นี้ให้เพื่อนฟัง นิกรเป็นคนอิสาน หนีความแห้งแล้งมาหางานทำ เขาติดตามเพื่อนมาทำงานก่อสร้างถึงภาคใต้ ด้วยความที่ซื่อสัตย์ ขยัน ชอบเรียนรู้ จึงยกระดับจากจับกังเป็นช่างปูนในไม่ช้า เก็บออมเงินไว้ได้ก้อนหนึ่ง จึงเป็นที่พอใจของอีนางจับกังหญิง ทั้งสองอยู่กินกันจนได้ลูกสาว ซึ่งบัดนี้อายุได้ 6 - 7 ปีแล้ว อันที่จริงทั้งสองช่วยกันทำกิน ชีวิตก็ไปได้ดีอยู่ แต่ระยะหลังอีนางไปคบเพื่อนพนัน ทีแรกกลางวันทำงาน กลางคืนเล่นไพ่ ต่อมาเล่นมันทั้งกลางวันกลางคืน เล่นได้ก็ซื้อเหล้ายาปลาปิ้งมากินเล่นเสียก็ระบายใส่ไอ้นิกร สุดท้าย ไม่ว่าเล่นได้เล่นเสียก็ไม่กลับมา ถ้ากลับก็คือมาเค้นเอาเงิน ให้แล้วไม่พอก็ลงเหล็กลงไม้ นิกรตัวใหญ่แต่ใจไม่สู้  คืนวันหนึ่ง มีเสียงตบตีกันในบ้านพักคนงานดังมาจากห้องของนิกรอย่างเคย แต่ครั้งนี้ อย่างกับนิกรคงอดรนทนไม่ไหวแล้วเพราะเสียงถ้วยชามแตกกระจาย เสียงนิกรอัดว่า "ให้มันตายกันไปวันนี้เลย" เพื่อน ๆ คนงานแอบเชียร์กันใหญ่ บอกว่า "นี่สิจึงจะสมศักดิ์ศรี" วันรุ่งขึ้น นิกรกับอีนางออกจากห้องพัก เพื่อน ๆ เห็นนิกรบอบช้ำเขียวปูดไปทั้งตัว  แต่อีนางทาแป้งแต่งหน้าเลิศ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้นเมื่อคืน ทุกคนเดาเหตุการณ์ได้ ต่างเดือดดาลนิกรนัก เมื่อคืนนิกรโดนหนักเพราะไม่มีเงินให้ จะเบิกล่วงหน้าไม่ได้อีกแล้ว จึงร้องบอดตนเองว่า "ให้มันตาย ๆ ไปเสียเลย" ครั้งสุดท้าย นิกรหัวแตกต้องเย็บเจ็ดเข็ม เพื่อนคนงานทนไม่ได้รวมเงินส่งนิกรลี้ภัยไปอิสาน  ก่อนขึ้นรถ พอดีเฮียเหลียงช่างไม้ซึ่งทายทักได้แม่นยำเดินมาพอดี ทุกคนกำลังส่งนิกรและให้พรว่า "พ้นทุกข์พ้นภัยแล้ว" แต่เฮียเหลียงกลับโพล่งออกมาว่า "ยังไม่พ้น เพราะยังไม่สิ้นสายสัมพันธ์ มึงยังไปไม่รอดหรอก" ทุกคนคิดว่าเฮียเหลียงสัพยอก แต่... หนึ่งเดือนให้หลัง นิกรพาลูกสาวกลับมาหาทุกข์ภัยอีกจริง ๆ หน้าตานิกรเศร้าหมอง "สายสัมพันธ์ยังไม่สิ้น ใจถวิลพร่ำเพรียกเรียกหาเวร"  กลับมาครั้งนี้ แม้จะถูกตบตีไม่รุนแรงนัก แต่ก็สามวันหนึ่งยกเล็ก ห้าวันหนึ่งยกใหญ่เป็นประจำ วันหนึ่ง เฮียเหลียงมาแสดงความยินดีต่อนิกรว่า "เอาละ คราวนี้จะหมดทุกข์หมดภัยแล้ว สายสัมพันธ์กับเมียแกจบสิ้นแล้ว" เป็นจริงดังว่า เมียนิกรหอบผ้าหอบผ่อนไปอยู่กับชายในบ่อนด้วยกัน ไม่ได้สนใจใยดีลูกผัวอีกเลย คนเราที่ได้อยู่ร่วมกัน ก็ด้วยสายสัมพันธ์ ไม่ว่าสัมพันธ์ดี  สัมพันธ์ร้าย  สัมพันธ์บุญ  สัมพันธ์บาป  คำโบราณว่า

เธอฉันรู้จักกันด้วยมีสายสัมพันธ์
สื่อส่งยิ้มแก่กันคือมนุษยสัมพันธ์
ให้ทานยินดีแก่กัน คือปลูกบุญสัมพันธ์
เธอผิดต่อฉัน เป็นสัมพันธ์ที่น่าเสียดาย
เธอฝืนขัดทำลาย ฉันได้สลายเวรสัมพันธ์
เกิดแก่เจ็บตาย สิ้นสายสัมพันธ์กันทางโลก
ตอบสนองดีร้าย เป็นสายสัมพันธ์เหตุผล


        คนแม้หากเข้าใจสายสัมพันธ์ ก็จะรู้จักแปรร้ายให้กลายดี ก็จะไม่โทษโพยขัดเคืองใคร ไม่หาบาปเวรใส่ตัว หากรู้จักหลบเลี่ยงการถูกผูกมัดจากสายสัมพันธ์ ก็จะเป็นอิสระตลอดกาล

                  วิญญาณทวงหนี้  :  ประมาณปีพุทธศักราช 2534 ฤดูร้อน ข้าพเจ้ารับเชิญให้เป็นอาจารย์บรรยายธรรม ในนามยุวพุทธิกะสมาคม สถานธรรมที่ได้ไปบรรยายมากที่สุดคือภาคอิสาน

        ครั้งหนึ่ง
ในงานประชุมอบรมธรรมที่สถานธรรมเทียนเหยิน จังหวัดเลย เป็นชั่วโมงสุดท้าย ซึ่งข้าพเจ้าเป็นผู้บรรยายในหัวข้อ "จะคลี่คลายหนี้เวรกรรมได้อย่างไร" ข้าพเจ้าพูดถึงว่า ทุกคนล้วนมีเจ้าหนีนายเวร หากไม่ใช่เกี่ยวกรรมต่อกันในชาตินี้ ก็คือชาติก่อน ร่างกายแม้จะตายไปแต่วิญญาณยังอยู่ เพียงแต่เปลี่ยนไปอยู่ในกายร่างใหม่ เวียยเกิดเวียนตายเรื่อยไปในร่างต่าง ๆ กัน ฉะนั้น เซียนพุทธะจึงโปรดสอนชาวโลกว่า "อย่าได้ยึดหมายในกายร่าง อย่าได้ยึดหมายในอารมณ์" จะเล่าถึงเรื่องของพี่น้องคู่หนึ่งที่เขานับถือกัน ทั้งสองข้ามจากฝั่งลาวเข้ามาลักลอบค้าทองคำในไทย ครั้งหนึ่ง ถูกตำรวจตามจับ ทั้งสองรีบหนีข้ามฝั่งลาวไป ขณะอยู่ในเรือยนต์ข้ามแม่น้ำโขง ตำรวจตามมา ยิงขู่ไปที่เรือยนต์หลายนัด นัดหนึ่งยิงถูกคนที่นับกันกันเป็นพี่น้อง พอดีเรือแล่นมาถึงกลางแม่น้ำ คนที่เป็นพี่แทนที่จะรีบพาน้องหนีไปด้วยกัน กลับผลักน้องตกลงไปในแม่น้ำที่น้ำลึกเชี่ยวกราก แล้วฮุบเอาทองของน้องไป เขาหนีรอดไปได้พร้อมกับทองที่ฮุบเขามา จากนั้น เขาเปลี่ยนชื่อเปลี่ยนนามสกุลเสียใหม่ แต่ยังคงทำอาชีพนี้ต่อไปจนร่ำรวย  วันหนึ่งยี่สิบปีให้หลัง เขาโดยสารเรือจะข้ามมาฝั่งไทย พอมาถึงกลางแม่น้ำ อยู่ดี ๆ เกิดเขม่นกันกับทหารหนุ่มสองคนในเรือจนเกิดเป็นปากเสียงกัน ชายหนุ่มทหารควักปืนออกมา ยิงเข้าที่หน้าแกคนพี่หนึ่งนัด ทหารอีกคนหนึ่งยกเท้าถีบเขาให้ตกลงไปในแม่น้ำ กลางแม่น้ำตรง นั้นเป็นจุดเดียวกันกับที่เขาถีบน้องชายลงไปเมื่อยี่สิบปีก่อน อะไรจะตอบสนองกันได้ชัดเจนถึงเพียงนี้  เมื่อข้าพเจ้าเล่ามาถึงตรงนี้  ชายอายุประมาณหกสิบกว่าปี คนหนึ่ง ซึ่งนั่งฟังอยู่แถวหลังสุดเกิดอาการประหลาด แสยะปาก นัยน์ตาถมึงทึง จากนั้นก็ก้มลงกัดพนักขอบเก้าอี้เหล็กตัวข้างหน้าอย่างรุนแรงจนเลือดไหลท่วมปาก ฟันบนฟันล่างร่วงกราว เสื้อขาวที่สวมใส่อยู่ชุ่มไปด้วยเลือดสด ๆ อีกทั้งนองอยู่บนพื้น ทุกคนตกตลึกขนลุกเกรียว พอได้สติ มีคนดึงเก้าอี้ตัวหน้าที่แกกัดออกไปให้พ้น เพื่อหยุดยั้งไม่ให้แกกัดต่อไป แต่พอไม่ได้กัดเก้าอี้ แกก็เปลี่ยนเป็นประสานมือบีบคอตัวเอง ยังมีเสียงลอดจากลำคอซึ่งฟังไม่ชัดคล้ายกับจะบอกว่า"เค้นให้มันตาย ๆ " คนใจกล้าในที่นั้น ช่วยกันดึงมือแกออกไม่ให้บีบคอตัวเอง แต่พอปล่อยมือ แกก็คว้าหมับเข้าที่คอตัวเองอีก บรรยายกาศในห้องประชุมธรรมขณะนั้น น่าสะพรึงกลัวมาก สุดท้าย เราช่วยกันเอาแถบผ้าผูกมือแกไพล่หลังไว้ หามแกไปไว้ในห้องพัก พร้อมกับไปตามลูกสาวของแกมาลูกสาวบอกว่า พ่อเป็นคนแข็งแรง ไม่เคยเจ็บป่วย ไม่เคยมีอาการทางประสาท หรือคลุ้มคลั่งมาก่อน ไม่มีเรื่องอบายมุข แต่ชอบเรื่องผู้หญิง ลูกสาวเล่าว่าพ่อมีเมียหลายคน แต่ไม่เคยรับผิดชอบให้ถูกต้องสักราย  พอลูกสาวเล่าถึงตรงนี้ พ่อของเธอผลุดลุกขึ้น ก้มด่าตัวเองว่า "ไอ้บ้ากามตัวนี้ มันหลอกกู ทำลายกู พอรู้ว่ากูตั้งท้องแล้วมันก็ทิ้ง กูช้ำใจ จึงแขวนคอตายพร้อมกับลูกในท้อง กูตามหามันมาสี่สิบปีแล้ว ให้มันใช้หนี้ชีวิตกู ใช้หนี้ชีวิตกู" จากนั้น วิญญาณที่ถูกทำลาย ซึ่งบัดนี้สิงสู่อยู่ในร่างของผู้ที่ทำลายเธอ ก็ร้องไห้โศกเศร้าน่าสงสารนัก ทุกคนในที่นั้นเงียบกริบ ปัญหานี้ บางคนแนะว่า ให้นิมนต์พระมาขับไล่วิญญาณ  บางคนว่าให้ส่งโรงพยาบาล  ซึ่งข้าพเจ้าไม่เห็นด้วย เพราะเวรย่อมระงับได้ด้วยการไม่จองเวร ข้าพเจ้าจึงบอกให้ลูกสาวของร่างที่วิญญาณสิงสู่อยู่  คุกเข่าลงไปร้องขอต่อวิญญาณนั้นว่า ขอให้ปล่อยพ่อแล้วจะสร้างบุญไปให้ ทีแรกวิญญาณไม่ยอมตกลงด้วย สุดท้ายทุกคนช่วยกันอ้อนวอน ขอให้ร่างที่เป็นตัวการนี้ ถือศีลกินเจสามเดือน สร้างบุญอุทิศส่วนกุศลให้ ให้ลูกสาวของร่างสร้างหนังสือธรรมะแจกจ่ายเป็นวิทยาทานหนึ่งพันเล่ม ทำบุญใส่บาตรอุทิศส่วนกุศลให้ทุกวันพระ เป็นเวลาสามปี จนกว่าเธอจะรับโทษจากการฆ่าตัวตายหมดสิ้นได้ไปเกิดใหม่ ลูกสาวของร่างตัวการรับปากจะปฏิบัติตามทุกอย่าง เรื่องของการทวงหนี้รายนี้จึงได้ยุติลง

                    คนบุญภาคตะวันออก  :  หลายปีไม่ได้มาคลองใหญ่ จันทบุรี ครั้งนี้มาร่วมงานบุญ จึงถือโอกาสมาพบเฮียโต๋วเพือนเก่า ข้าพเจ้ารู้จักครอบครัวเฮียโต๋วมาสี่ชั่วคนแล้ว ตระกูล

        นี้มีอาชีพทำเครื่องปั้นดินเผามาสีชั่วคน เฮียโต๋วมีโรงงานใหญ่ในการผลิตที่ตั้งบนเนื้อที่ยี่สิบแปดไร่ เครื่องมือเคื่องจักรที่ผลิตล้วนทันสมัย อีกทั้งมีลานกว้างใหญ่มากไว้กองวัตถุดิบ และผลิตภัณฑ์ส่งออกนอก ไม่ใช่แค่ภาคตะวันออก แต่คิดว่าน่าจะใหญ่ที่สุดในเมืองไทยทีเดียว เราไม่ได้พบกันมาหลายปี จึงนั่งคุยกันตั้งแต่อาหารเย็น โดยชงชาปราณีตค่อย ๆ ดื่มกันไปด้วย เฮียเตียที่ร่วมเดินทางมาด้วย เป็นนักหนังสือพิมพ์ฝ่ายภาษาไทย  เขาสนใจและชื่นชมตระกูลนี้มาก ขอให้เฮียโต๋วเจ้าของกิจการเล่าความเป็นมาให้ฟัง เฮียโต๋วเปิดเผยว่า เตี่ยของเขามาจากเมืองจีน สะพายตะกร้าไม้ใผ่มาหนึ่งใบ หอบหมอนมาหนึ่งใบ พร้อมกับภรรยาและลูกอีกหนึ่งคน ตั้งใจว่าอยู่แค่สองสามปีก็จะกลับบ้านเมืองจีน ไม่คิดว่าในเรือโดยสาร จะได้พบเพื่อนร่วมตำบลสองคน คนหนึ่งแซ่หยาง  ชาวบ้านให้สมญาว่า "ผีปลา" อีกคนหนึ่งแซ่ก๊วย มีสมญาว่า "ภูตปลา" ทั้งสองเป็นคนหาปลามือฉมังในตำบล เนื่องด้วยร่วมเรือมาขึ้นฝั่งเมืองไทยที่ขึ้นชื่อว่าอู่ข้าวอู่น้ำ ในน้ำมีปลา ในนามีข้าว จึงชักชวนร่วมงานกัน และทำมาหากินกับสัตว์น้ำเรื่อยมา จนไม่ได้กลับบ้านเมืองจีนเสียที สามปีให้หลัง ตระกูลหยาง  ตระกูลก๊วย  และตระกูลโต๋ว ต่างก็เป็นเจ้าของแพปลาขนาดใหญ่ มีเรือหาปลาทันสมัย ออกหาปลาทะเลลึก โดยเฉพาะเตี่ยของเฮียโต๋ว ยิ่งเป็นปึกแผ่นอันดับหนึ่งกว่าเพื่อน แต่แล้ว ในขณะที่กิจการรุ่งเรืองเฟื่องฟูถึงที่สุดนั้น อยู่ ๆ เตี่ยของเฮียโต๋วก็ประกาศเลิกกิจการ ขายเรือ ขายแพปลา และทุกอย่างที่เกี่ยวกับอาชีพหาปลาทั้งหมด ความพลิกผันอย่างปัจจุบันทันด่วนอย่งนี้ ไม่เพียงแต่คนในวงการจะประหลาดใจ แม้แต่ลูกและภรรยาผู้ใกล้ชิดก็ประหลาดใจ ทั้ง ๆ ที่ระยะนั้น การประมงเป็นอาชีพที่ทำเงินได้มาก หรือว่าเตี่ยของเฮียโต๋วจะอพยพกลับเมืองจีน แต่ช่วงนั้นเมืองจีนกำลังเผชิญสงคราม กลับไม่ได้ เตี่ยของเฮียโต๋วเลิกกิจการแพปลาเพื่อเริ่มกิจการใหม่ นั้นคือทำเครื่องปั้นดินเผา สำหรับงานเครื่องปั้นดินเผา เป็นอาชีพที่ห่างไกล ไม่เคยเรียนรู้มาก่อน แต่โชคดีที่มีเงินลงทุน เครื่องไม้เครื่องมือทันสมัย นายช่างผู้เชี่ยวชาญจากประเทศจีนถูกจ้างมาด้วยราคาแพง เครื่องปั้น เครื่องเคลือบ กระเบื้องมุงหลังคา ลูกกรงระเบียง เครื่องประดับโบสถวิหาร ที่ไม่เคยมีใครทำมาก่อน แม้จะไม่อาจบอกได้ว่าไม่มีใครเสมอเหมือน แต่ก็ดูโดดเด่นเป็นพิเศษ กิจการใหม่ขรุกขลักอยู่ไม่กี่ปี ก็เข้ารูปเข้ารอย ทำเงินได้อีกไม่น้อย อาชีพใหม่นี้ แม้จะต้องลงทุนมาก กำไรน้อยกว่า แต่ไม่ต้องสดุ้งผวาเหมือนอาชีพหาปลา เตี่ยของเฮียโต๋วจึงเชิญชวนเฮียหยาง  เฮียก๊วย  มากินข้าวที่บ้านด้วยกันหลายครั้ง เพื่อพูดคุยของให้เปลี่ยนอาชีพเสียใหม่ จะเป็นอาชีพสุจริตอะไรก็ได้ที่ไม่ใช่การคร่าชีวิตเขา แต่เพื่อนเก่าทั้งสองไม่มีใครฟัง ไม่เพียงเตือนเพื่อน เตี่ยของเฮียโต๋วยังสั่งสอนลูกหลานว่า เมื่อยังมีอาชีพอื่นไม่ได้ และยังคิดไม่ได้ก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่บัดนี้เราตั้งตัวได้แล้ว คิดได้แล้ว ก็ไม่ควรเบียดเบียนเอาประโยชน์จากชีวิตของเขาต่อไป อีกทั้งเมื่อทำไปแล้ว ยังจะต้องทำบุญให้ทานไปมาก ช่วยเหลือสงเคราะห์สังคมและคนยากจน เพื่ออุทิศส่วนกุศลให้เจ้ากรรมนายเวรที่เราได้เบียดเบียนชีวิตเขามา อีกทั้งยังกำชับลูกหลานว่า อย่าทอดทิ้งคนสองครอบครัวนี้ อีกทั้งต้องพยายามให้เขาเปลี่ยนอาชีพเสีย มิฉะนั้น ลูกหลานจะไม่ยั่งยืน เฮียโต๋วเพื่อนของข้าพเจ้า เข้าใจว่าเตี่ยคงจะมีส่วนเพี้ยนไปเพราะตั้งแต่แก่ตัวมานี้ เตี่ยสวดมนต์ไหว้พระ ทำบุญให้ทานอย่างจริงจัง และพร่ำสอนแต่บาปบุญคุณโทษเสมอ ซึ่งลูกหลานต่างรู้ดีว่าสองครอบครัวนั้น เขากำลังร่ำรวยล้นฟ้า เขาคงไม่ยอมลดเพดานลงมาเป็นแน่เรื่องราวในโลกผกผันไปตามกาลเวลา ต้นตระกูลทั้งสามสิ้นสุดบทบาทของชีวิต ทยอยตายจากตามกันไป ตระกูลแซ่โต๋ว รุ่นที่สองของตระกูลมีเฮียโต๋วเหลืออยู่เพียงคนเดียว นอกนั้นอายุสั้น อีกสองตระกูลก็เช่นกัน ต้องให้รุ่นที่สามดำเนินกิจการ รุ่นที่สามเกิดมาในกองเงินกองทอง ไม่เคยเห็นควาลำบากของปู่ผู้สร้างฐานะ จึงทำงานไม่เป็น แต่ฟุ่มเฟือฟุ้งเฟ้อถลุงเงินเก่ง มีคำกล่าวว่า "การงานรุ่งตามพลังจิต" โดยเฉพาะธุรกิจเกี่ยวกับทะเล "กำลังคนสามส่วน กำลังดวงเจ็ดส่วน"  ดวงกำลังรุ่ง กุ้งปลาจะกระโดดเข้าหาเรือเอง ถึงคราวดวงอับ ลูกเรือจะฉ้อฉล ขโมยขายกุ้งปลาเสียเอง หรือไม่ก็เกิดเหตุอาเพทจับปลาไม่ได้ เรื่องอื่น ๆ เช่น คลื่นลมแรง เกิดอุบัติเหตุแก่ลูกเรือและจนถึงแก่ความตาย โจรสลัดปล้นเรือ เหล่านี้เป็นต้น ล้วนเป็นความเสียหายที่ประมาณค่ามิได้ ไม่กี่ปีเท่านั้น ตระกูลหยางล้มไม่เป็นท่า บ้านแตกสาแหรกขาด เรื่องมีอยู่ว่า ตระกูลหยางรุ่นที่สาม มีลูกชายสี่ครอบครัว ลูกชายคนโตกับคนที่สามทานแรงปะทะรอบด้านไม่ไหว เห็นฐานะมั่งคั่งใกล้จะล่มสลาย จิตใจว้าวุ่นจนควบคุมไม่ได้ คนหนึ่งกระโดดลงทะเลฆ่าตัวตาย ลูกชายคนที่สี่ใจกล้า ค้ายาบ้าจำนวนมหาศาล ถูกจับขังคุกตลอดชีวิต เหลือแต่ลูกชายคนที่สาม ที่พยายามจะกอบกู้ครอบครัวทั้งสี่ที่ย่ำแย่ สุดท้าย เฮียโต๋วได้ทำตามที่เตี่ยสั่งเสียไว้ ดูแลช่วยเหลือสะใภ้หม้ายและหลานกำพร้าของสามครอบครัว อีกทั้งให้ที่ดินผืนหนึ่งแก่พี่น้องคนที่สองของชั่วคนนี้ เป็นที่ปฏิบัติบำเพ็ญ ส่วนตระกูลแซ่ก๊วยนั้น แม้จะไม่ย่ำแย่เท่าตระกูลหยาง แต่ฐานะก็ตกต่ำลงทุกวัน ขายทรัพย์สินกินจนหมด ลูกหลานพลัดพรากกระจัดกระจาย มีคนเคยเห็นลูกหลานของตระกูลนี้ ตั้งแผงขายของกินอยู่ริมถนนในภาคอิสาน เฮียโต๋วพยายามสืบเสาะแต่ก็ไม่พบ เฮียโต๋วสรุปว่า เตี่ยมักจะพูดว่า "เห็นมามากแล้ว คนที่มีอาชีพกับชีวิตเลือดเนื้อเขา โดยเฉพาะจับกุ้งปลา ถ้าไม่เปลี่ยนอาชีพ จะรุ่งได้ไม่เกินสามชั่วคน ยังจะต้องสร้างบุญแผ่ส่วนกุศลแก่เขาให้มากอีกด้วย" จนบัดนี้ เฮียโต๋วยังไม่ลืมคำสอนของเตี่ย ยกหนี้ให้ บริจาคให้การกุศล อีกทั้งอบรมลูกหลานต่อ ๆ ไป ฉะนั้น เมื่อเอ่ยถึงคนบุญภาคตะวันออก ทุกคนเป็นต้องยกนิ้วให้เฮียโต๋ว !