เข้าสู่ระบบ สมัครสมาชิก

ข่าว:

                     พรหมวิหารธรรม

                     ตราบเท่าชีวิตเฉินเฉียนเหยินต้ากู

                    Life  Devotion  Mercy , Compassion , Joy and Giving


ศิษย์ผู้น้อย หนึ่งแสนห้า หมื่นกว่าคน

เรียงหลามล้น ถวายงาน การพิธี

ด้วยสุดรัก เทิดทูนท่าน นำวิถี

พ้นโลกีย์ โลกวิลัยวนว่ายเวียน

สังขารท่าน อันเชิญสู่ จินหลิงซัน

ทิพย์ญาณ เสด็จกลับ พุทธฐาน

เสวยสวรรค์ "ปู้ซิวสี ผูซ่า" นาม

พรหมวิหาร "มิพัก โพธิสัตว์" คง

                                          สารบัญ

คำสำนึกพระคุณ

1. ถือกำเนิดด้วยเมตตาจิต ครอบครัวอุ้มชูอบรม

2. กรุณาปณิธานยิ่งใหญ่ลึกซึ้ง  มุ่งมั่นเจริญตามโพธิสัตว์

3. บุกเบิกแพร่ธรรม อุทิศตนฉุดช่วยคน

4. ปิติธรรมเกินประมาณ ธรรมกิจทะยานบิน

5. สละตน ให้ ไม่ยึดหมาย ใจเที่ยงธรรม ยังประโยชน์แก่ปวงชน

6. นายท้ายนำล่องตลอดกาล

ผนวก

เพลงรำลึกท่านเฉียนเหยิน

ศุภนิมิต   แปลและเรียบเรียง
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 27/05/2021 เวลา 21:34 น.
โดย Tik
»

                     คำสำนึกพระคุณ

                      (กั่นเอินเตอฮว่า)

        ต้ากูเฉียนเหยิน
ที่เคารพรักยิ่ง อริยเมธีแห่งยุคนี้ พระคุณเฉกเช่นผู้ให้ชีวิตใหม่ ท่านกลับคืนเบื้องบน ถวายงานที่รับมอบหมายมาแล้ว การสูญเสียของผู้น้อย ประหนึ่งท้องฟ้าสูญเสียดาวดวงใหญ่ดุจดั่งอัสนีบาตฟาดฟ้านภาใส ฟ้าดินร่วมเศร้าโศก ต้นไม้ใบหญ้าพากันสะอื้นไห้ วันนั้น เวลาพลบค่ำ บนท้องฟ้าเหนืออาคารวัฒนธรรมรำลึกสว่างปัญญา (กวงฮุ่ยเหวินเจี้ยวจี้เนี่ยนก่วน) ที่เมืองเฉ่าถุน ฟ้าโปรดแสดงปรากฏการณ์ เมฆพรรณรายเป็นกลุ่มก้อนมากมาย เรียงรายเต็มขอบฟ้า ลอยตัวขึ้นมาเป็นชั้น ๆ จากตะวันตกตรงเข้ามาหามิขาดสาย จนกระทั่งกลางดึก ราตรีสงัดเงียบ ต้ากูเฉียนเหยิน จึงได้หยุดลมหายใจเสียงสุดท้ายของชีวิต ผู้น้อยทั้งหลายจึงเพิ่งเข้าใจว่าเมฆฉับพลันรังสีที่ซ้อนเรียงเป็นรูปพัดนั้น ชะรอยจะจัดสรรเพื่อการรอรับอริยพระบาท ต้ากู กลับฟ้า แต่ถึงอย่างไร เราก็เสียดาย มิอาจตัดใจ ชีวิตนี้ เราโชคดีได้ติดตามท่านศึกษาบำเพ็ญ บรรยาย ปฏิบัติเป็นเกียรตินักหนาเกินกว่าภาคภูมิบัดนี้ คิดขึ้นมา มิอาจกลั้นน้ำตาพร่างพรู ด้วยขวัญวิญญาณของพรหมวิหารธรรม ท่านเฉียนเหยินอุทิศทั้งชีวิตให้แก่เวไนยฯใต้หล้า ปรารถนาให้เวไนยฯได้พ้นทุกข์  ไม่หวังความสุขสบายให้ตนเอง สร้างสรรค์ดินแดนวิสุทธิ์ไว้ในโลก ก่อเกิดนิวาสสถานพระศรีอาริย์ด้วยวิถีธรรมเดียวกันวางระบบรากฐานกับการสืบสานอาณาจักรธรรมยั่งยืน เหล่านี้ ล้วนเป็นที่ยอมรับสนับสนุนจากฟ้าเบื้องบน บัดนี้ ท่านสมบูรณ์พูนผลสู่นิพพาน กลับฟ้าอนุตตระ ผู้น้อยทั้งหลายรันทดใจไม่ประมาณได้ คะนึงหาอาลัยไม่อาจประมาณเลย เซียนพุทธะเคยโปรดว่า

"มีแต่เทิดทูนอุทิศโดยปราศจากข้อแม้  เรียกได้ว่า เมตตา"

"มีแต่เสียสละอันปราศจากตนเอง เรียกได้ว่า กรุณา"

"มีแต่ทำเพื่อให้โดยไม่มีศิษย์ประโยชน์ เรียกได้ว่า มุทิตา"

"มีแต่ทุ่มเทให้ไปโดยไม่มีการครอบครองยึดหมาย  เรียกได้ว่า อุเบกขา"

        สี่ประโยคนี้
เป็นคุณสมบัติภาพลักษณ์ของท่านมาชั่วชีวิตโดยแท้  หลายปีก่อน ท่านเคยกล่าวว่า "บัดนี้ ทุกขณะดำริคิด กุศลภาวะสมบูรณ์เป็นเช่นนั้นเองแล้ว" คิดดี คิดร้าย  ตกอยู่ในจิตใจที่ตอบได้ กุศลภาวะอันเป็นเช่นนั้นเองคือ ล่วงพ้นแล้วซึ่งการตอบโต้ ท่านเฉียนเหยิน ได้บรรลุภาวะหมดสิ้นกิเลส เข้าสู่ภาวะจิตเดิมแท้บริสุทธิ์ในกระแสอนุตตรธรรมนานมาแล้ว บรรพอริยะโปรดว่า "คนมีห้าบุคลิกภาพ  มีอริยชน  มีเมธาชน  มีกัลยาณชน  มีสุภาพชน  มีปุถุชน

ผู้มีคุณธรรม  มีปรีชาญาณ  คือ อริยชน

มีคุณธรรม ขาดปรีชาญาณ  คือ เมธาชน

มีปรีชาญาณ  ขาดคุณธรรม คือ จัณฑชน

ไม่มีปรีชาญาณกับคุณธรรม คือ ปุถุชน

        ต้ากูเฉียนเหยิน
ท่านพร้อมแล้วด้วยปรีชาญาณ คุณธรรมกับสติปัญญา สมานเป็นหนึ่งเดียวกับธรรมะภาวะ จึงนับได้ว่าล่วงพ้นคนสามัญ บรรลุความเป็นอริยชนผู้รู้แจ้งโดยแท้ ชั่วชีวิตของท่าน ผจญผ่านสงครามญี่ปุ่นมาแปดปี เดินผ่านขณะเศรษฐกิจตกต่ำย่ำแย่ของไต้หวัน เดือนปีที่เงินเฟ้อ บนหนทางธรรมกิจ ท่านเดินผ่านการทดสอบเคี่ยวกรำจากทางการปีแล้วปีเล่า สิ่งขัดฝืนกางกั้นชั้นแล้วชั้นอีก เคราะห์ร้าย ทุกข์ยาก อันตรายภัยพาล เหล่านี้มิได้ลดหย่อนใจธรรมศรัทธาอันแกร่งกล้ามั่นคงของท่านเลยแม้แต่น้อย ท่านยืนหยัดศรัทธา ซื่อตรงจงรักภักดีจริงจัง ต่อฟ้าเบื้องบน ต่อซืนจุน  ซือหมู่  ต่อเหล่าเฉียนเหยิน เสมอมา ต่อผู้น้อย  ต่อมวลเวไนยฯ  ท่านกอปรด้วยใจรักไม่มีขอบกั้น  นิรันดร์กาล  ทุกขณะจิตคิดทำเพื่ออุ้มชูปัญญาญาณของญาติธรรม ทุกเวลานาทีคำนึงถึงความปลอดภัย ความสงบสุขของบ้านเมืองประชาราษฏร์ ท่านมาบุกเบิกแพร่ธรรมที่ไต้หวันหกสิบปี อาหารการกินความเป็นอยู่ของท่านเรียบง่าย แต่กับมวลเวไนยฯ ท่านหิวหนาวไปกับเขา เขาอดเหมือนท่านอด เขาจมน้ำเหมือนท่านจมไปด้วย ความรักยิ่งใหญ่ของท่านเป็นเช่นนี้ ต่อผู้น้อยท่านเสมอภาคทั่วหน้า อบรม มุ่งให้ ไม่รังเกียจผู้ใด เมตตาอาทรอบรมสอนสั่งจามจริตของเขา ต่อการแพร่ธรรม ท่านตั้งมหาปณิธานว่า "โบกจมลง ช่วยด้วยธรรม งานนี้ พ้นจากมือฉันแล้ว จะเป็นใคร" ฉะนั้น ท่านจึงเข้มงวดเคร่งครัดจัดตน อภัยใจกว้าง สร้างคนด้วยเกรงจะเสียจริยา วาจาพลั้งผิด เสียจริตอาการ เหตุนี้ ชั่วชีวิตของท่านจึงสำรวมระวังดังใกล้ขอบเหวลึก  ดั่งเหยียบย่างบนแผ่นน้ำแข็งบาง ที่สุด จากการชุบน้ำกรำบ่ม  ฝึกฝน  เนื้อหยกสวยใสบริสุทธิ์ อันพร้อมด้วยมหาเมตตา  มหากรุณา  มหามุทิตา  มหาอุเบกขา  มหาปณิธาน  มหาปฏิบัติการ  ก็ได้ปรากฏในบรรยากาศงามสง่า น่าคร้ามเกรง  แสดงไว้ให้เห็นในโลก แสดงแบบอย่างนำทางต่อผู้น้อย  วาจาอาการจุดเล็กจุดน้อยที่เราได้จากท่านเมื่อยังทรงชีพ นั่นคือ ได้จากคุณสมบัติแบบอย่างผู้บำเพ็ญแห่งยุคโดยแท้ เกินพอต่อการเป็นต้นแบบแก่ชนรุ่นหลัง เรา มีหน้าที่าสำนึกรับผิดชอบ สืบสานให้นานไกล คนที่เป็นผู้น้อยของต้ากูเฉียนเหยิน เราคะนึงหาอาลัย  เราใส่ใจ  จดจำแบบอย่างอันแสดงความเป็นธรรมะ อริยบารมีคุณของท่านปรกปรายไปทั่วสามโลก บัดนี้ เราขออาศัยท่อส่งน้อย ๆ ถ่ายทอดปฏิปทาของท่านพอสังเขป เพื่อแพร่ถึงชนรุ่นหลังต่อไป แต่วจนะ  ปฏิปทา  กับอนุตตรธรรมของอภิชนผู้ยิ่งใหญ่ เมื่อมองดูจะอยู่ตรงหน้า  บางครั้งพลันอยู่เบื้องหลัง  ผู้น้อยทั้งหลายจะสามารถอย่างไรใช้ท่อส่งผุ ๆ นี้ คาดเดาประมาณการได้ ซึ่งที่ขาดความสมบูรณ์ไปนั้น หวังวอนทิพยญาณ ณ เบื้องฟ้าของต้ากูเฉียนเหยิน ได้โปรดนิรโทษ ผู้มีบารมีคุณทั้งหลายให้อภัย

                      พรหมวิหารธรรม ตราบเท่าชีวิตเฉินเฉียนเหยินต้ากู  :

                           ๑.ถือกำเนิดด้วยเมตตาจิตครอบครัวอุ้มชูอบรม

                                 (ฉือซินเจี้ยงเซิง เจียเสวียเถาหย่าง)

อุบัติสู่โลกพร้อมกับลมโหมหิมะหนา (หยังเฟิงเจี้ยวเสวี่ยเซี่ยฝันเฉิน)

       ท่านธรรมอธิการเหล่าเฉียนเหยินเฉินต้ากู
อาณาจักรอนุตตรธรรมปฏิเวธ นามหงเจิน  นามรอง อิ๋งหยู  ธรรมฉายา เอวี๋ยนเจิน ถือกำเนิดในเมืองเทียนจิน ณ ปีหมินกั๋วที่สิบสอง (ค.ศ. 1923) คืนก่อนที่จะอุบัติมา ท่านยายกับมารดาแซ่เอวี๋ยน ฝันเห็นพระโพธิสัตว์กวนอิน ส่งทารกมาให้ที่ศาลบูชาบรรพชนของตระกูลพร้อมกัน คืนนั้น ชั่วยามแรก (23.00 น.) ท่านเฉินต้ากู ก็ถือกำเนิดในขณะลมหนาวและหิมะโหมหนัก คุณยายกล่าวว่า "เด็กคนนี้ไม่รู้ดวงอะไร พอกำเนิดก็เกิดลมแรง อย่างนี้เรียกว่า "ลมโหมหิมะหนา" นี่เป็นทารกที่พระโพธิสัตว์กวนอินมอมมาให้"  บิดาของท่านรักดังแก้วตาดวงใจ อีกทั้งหวังให้ ต้ากูเฉียนเหยิน มีอนาคตกว้างไกล ภายใต้ความคุ้มครองรักษาของพระโพธิสัตว์กวนอิน ดังนั้นจึงตั้งชื่อให้ว่า หงเจิน (หง ทะยานได้กว้างไกล เจิน ดวงแก้วล้ำค่า)

กตัญญู  เมตตา  จงรัก  มโนธรรม  สืบสานวัฒนธรรมก่อนเก่า (เซี่ยวฉือจงอี้ฉวนกู่เฟิง)

        ท่านเฟิ่งหมิงกง  บิดาของต้ากูเฉียนเหยิน
เป็นประธานหอการค้า สรรพสินค้า  ใจบุญสุนทาน ก่อตั้งชมรมสงเคราะห์เพื่อผู้ยากไร้  ช่วยเหลือแม่ม่าย  เด็กกำพร้า  ให้ข้าวของเงินทองสงเคราะห์คนยากจนเข็ญใจเป็นประจำทุกเดือน ส่วนมารดาของท่าน แซ่สกุลเอี๋ยน รอบรู้อ่อนโยน เป็นศรีภรรยาและมารดาผู้ประเสริฐ  ต้ากูเฉียนเหยิน มีน้องชายสอง  น้องหญิงสี่  ครอบครัวสมบูรณ์พูนสุขยิ่งนัก ท่านเฟิ่งหมิงกง ชอบศึกษาสี่ปรัชญา  ห้าคัมภีร์ (ซื่อซุอู่จิง) ของอริยปราชญ์ก่อนเก่ามาตั้งแต่เยาว์วัย ท่านจึงเคารพทำตามจริยธรรม  เทิดทูนปฏิบัติมโนธรรม  โดยเฉพาะแบบอย่างเรื่องราวของความจงรักภักดีมโนธรรมสำนึกในสมัยสามก๊ก เมื่อว่าง ต้ากูเฉียนเหยิน ชอบฟังบิดาเล่าเรื่องอย่างนี้ ท่านเฟิ่งหมิงกง ก้ถือโอกาสหยิบยกหลักธรรมในหนังสือเป็นข้อคิดในการดำรงตนให้ฟัง การศึกษาของต้ากูเฉียนเหยิน ครั้งเยาว์วัย  โชคดีที่ได้พบคุณครูแซ่คัง  คุณครูคังมักจะเล่าเรื่องราวของขุนนางตงฉินและลูกกตัญญู  เล่าเรื่องราวของวีรสตรี  และสตรีที่รักษาความบริสุทธิ์ให้นักเรียนฟังเสมอเป็นประจำ อีกทั้งอาศัยเรื่องราวเหล่านั้นส่งเสริมนักเรียนว่า "เป็นคนจะต้องมีน้ำใจงาม  ทำการจะต้องเหมาะต่อทำนองคลองธรรม  จะต้องยืนหยัดในความดีถึงที่สุด  ไม่ให้สิ่งภายนอกจูงใจ  เที่ยงตรงถูกต้อง  จนถึงวันสุดท้าย  จึงจะเรียกว่าสำเร็จ" ต้ากูเฉียนเหยิน เคารพคุณครูคังอย่างลึกซึ้ง ช่วงนั้น ต้ากูเฉียนเหยิน ยิ่งชอบปรัชญาสี่  คัมภีร์ห้า (ซื่อซุอู่จิง)  เป็นอย่างยิ่ง ท่านมักจะคัดลอกข้อความในหนังสือปรัชญาคัมภีร์ที่สอนให้บำเพ็ญตน ก่อเกิดคุณธรรมติดตัวไว้ท่องจำ ย้ำเตือนตนเอง การสั่งสอนจากครอบครัวครั้งเยาว์วัย แบบอย่างการวางตัวทำตนของบิดามารดาที่อบรม อีกทั้งการตักเตือนสอนสั่งจากคุณครูคัง มีผลต่อความคิิดจิตใจ กับการปลูกฝังอบรมคุณสมบัติของความเป็นคนแก่ต้ากูเฉียนเหยินอย่างลึกซึ้งยาวไกลทีเดียว

                       พรหมวิหารธรรม ตราบเท่าชีวิตเฉินเฉียนเหยินต้ากู :

                           กรุณาปณิธานยิ่งใหญ่ลึกซึ้งมุ่งมั่นเจริญตามโพธิสัตว์

                              (เปยเอวี้ยนหงเซิน  จื้อเสวียผูซ่า)

        รู้ตื่นต่อชีวิตมุ่งหมายการบำเพ็ญ (สิ่งอู้เหยินเซิงจื้อซิวสิง) ต้ากูเฉียนเหยิน
เมื่อครั้งเยาว์วัยได้สิบกว่าปี วันหนึ่ง ออกไปเดินเล่น บังเอิญได้เห็นหญิงนางหนึ่งร้องไห้คร่ำครวญอยู่กับหลุมศพของสามี ท่านรู้ได้ในความทุกข์ของการจากพรากบัดนั้น เวทนาสงสารนัีก จึงคิดว่า ทำอย่างไรจะให้ไม่ต้องจากพรากตลอดไป ในวัยสิบสี่ ครั้งหนึ่ง ด้วยเหตุที่เซียนองค์หนึ่งมานำพาจิตญาณไปท่องนรก ท่านตื่นใจในความเป็นอนิจจังของชีวิต จึงตัดสินใจใฝ่หาหนทางชีวิตที่พ้นทุกข์ได้สุขตลอดไป หมินกั๋วปีที่ยี่สิบเก้า (ค.ศ. 1940) ท่านอายุสิบแปดปี บุญวาระมาถึง หลังจากที่เฟิ่งหมิงกง บิดาของท่านบรรยายคุณวิเศษของวิถีธรรมแล้ว จากการนำพารับรองของคุณยายญาติฝ่ายมารดา นามว่าต่งซุ่หลิง กับ ต่งซู่เจิน  ต้ากูเฉียนเหยิน ก็ได้รับวิถีธรรมที่สถานธรรมหมิงเต๋อ ที่มหานครเทียนจิน อาจารย์ถ่ายทอดเบิกธรรมคือ ท่านกงเผิงหลิง หลังจากรับธรรมะแล้ว ท่านรู้แจ้งว่า วิถีธรรมนี้เป็นทางล่วงพ้นจากสามัญชนสู่อริยะ จึงตั้งใจจะฉุดช่วยผู้บำเพ็ญหญิงสองคนที่ทำหน้าที่รับผิดชอบชมรมค้นคว้าหลักธรรมคัมภีร์ แต่ยังไม่อาจสำเร็จ  จนกระทั่งเมื่ออายุยี่สิบ จึงได้ฝันเห็นผู้รับผิดชอบชมรมค้นคว้าหลักธรรมคัมภีร์ เธอทั้งสองกล่าวแก่ต้ากูเฉียนเหยินว่า "ฉันจะบำเพ็ญธรรมอยู่กับชมรมค้นคว้าหลักธรรมคัมภีร์ นับว่าไม่ได้บำเพ็ญเสียเปล่า วันนี้พอมีผลได้บ้าง แต่ฉันไม่ได้รับวิถีอนุตตรธรรม ดังนั้น จึงได้แต่ขึ้นสู่สถานแต่ไม่ได้เข้าสู่สถานชั้นใน รู้สึกเสียดายนัก เธอจะต้องบำเพ็ญให้ดี ภายหน้าสภาวะของเธอจะสูงกว่าฉันมาก ฉันมาปรากฏ เพื่อให้เธอได้ประจักษ์จริง" จากนั้น ต้ากูเฉียนเหยิน ยิ่งเชื่อมั่นศรัทธาต่อคุณวิเศษของวิถีอนุตตรธรรม

               เจริญตามกวนอิม ทิ้งความหรูหรา   :  ในปีหมินกั๋วที่สามสิบสอง (ค.ศ.1943) ได้ยินว่าท่านธรรมปริณายกเต้าจั่ง จะเดินทางมาสถานธรรมถงซิงถัง ที่มหานครเทียนจิน เพื่อคัดเลือกยกระดับบุคลากร  การยกระดับรับพุทธบริกรไว้ จะต้องให้ถวายปณิธานกินเจตลอดชีวิต อุทิศตนเพื่องานธรรมเสียก่อนสองข้อ ในใจต้ากูเฉียนเหยินคิดว่า "ท่านเต้าจั่ง ยากนักจักยกระดับบุคคลากร หากฉันไม่ได้ถวายชื่อกินเจ การบำเพ็ญของฉันก็เท่ากับล้มเหลวเสียแล้ว" การนี้ พระโพธิสัตว์กวนอิม ก็ได้เข้าฝันโปรดให้เข้าใจ ดังนั้น จึงตั้งจิตปรารถนาจะถวายปณิธานกินเจทันที อีกทั้งได้รับการยกระดับขึ้นเป็นพุทธบริกร ระหว่างนั้น แม้จะต้องรับการทดสอบจากเตี่ยนฉวนซือ น้องสาวคนรองจะหนักใจกังวล มราดาจะเศร้าโศกเสียใจ แต่ทุกคนก็ต้องซาบซึ้งต่อความศรัทธาจริงใจของต้ากูเฉียนเหยิน ท้ายสุดบิดาก็เป็นผู้ปลอบโยนมารดาไปพร้อมกับทำหน้าเข้มกำชับบุตรีว่า "ในเมื่อตัดสินใจจะบำเพ็ญเพียร ก็จะต้องไม่กลัวความยากลำบาก จะต้องบำเพ็ญจริงจังทุกย่างก้าว จะต้องชิงชัยให้แก่วงศ์ตระกูลแซ่ เฉิน ของเรา หลังจากถวายปณิธานกินเจแล้ว ความคิดของต้ากูเฉียนเหยินบนฐานของกตัญญุตาธรรม ท่านไม่อยากเปลี่ยนไปจากแซ่สกุลของบิดาเนื่องจากการแต่งงาน  ท่านจึงตัพดสินใจเด็ดขาดขอบำเพ็ญพรหมจรรย์ตลอดชีวิต อุทิศตนเพื่องานธรรม ฉุดช่วยเวไนยฯ ดังนั้น จึงแสดงเจตจำนงต่อบิดามารดา  ผลก็คือ ด้วยความรักบุตรี เกรงว่าแก่ชราจะไม่มีทายาทดูแล จึงไม่อนุญาต  สุดท้ายยังต้องเป็นท่านเฟิ่งหมิงกงผู้บิดาพยักหน้าอนุญาต กล่าวว่า "เอาเถอะ ดวงของลูกก็คือจะต้องนั่งฐานนักบวช ถ้าอย่างนั้นลูกจงบำเพ็ญให้ดีก็แล้วกัน ขอให้ลูกได้รับความสำเร็จ" อีกทั้งกล่าวแก่น้องหญิงชายของ ต้ากูเฉียนเหยิน ว่า "คนที่จะบำเพ็ญพรหมจรรย์นี้ พ่อก็ไม่หวังให้เขาทำการ พวกเธอน้องหญิงชายให้ตั้งใจฟังนะ คลังสรรพสินค้าเต๋อชัง ของพ่อที่เป่ยจิง (เมืองหลวงปักกิ่ง) ก็ยกให้เป็นสมบัติแก่พี่สาวของพวกเธอแล้ว พวกเธอจะโต้แย้งไม่ได้" น้องหญิงชายต่างเห็นด้วยอย่างยิ่ง ต้ากูเฉียนเหยินสำนึกลึกซึ้งยิ่งนักต่อความรักที่บิดามีต่อลูกหญิงชาย อดน้ำตาซึมไม่ได้ กล่าวว่า "ในเมื่อจะบำเพ็ญพรหมจรรย์ ก็ไม่คิดจะแบ่งสมบัติ บิดาท่าน ขออย่าหนักใจลูกเลย ดูแลแต่น้องหญิงชายให้มากเถิด"  เมื่อครั้งที่ต้ากูเฉียนเหยินไปท่องสวรรค์ หลังจากน้อมฟังโอวาทเมตตาจากพระโพธิสัตว์กวนอิม แล้ว ก็ได้ทูลถวายน้ำชาแด่พระองค์  ขณะนั้นเอง พลาดพลั้งกระทบถูกพระบาทพระองค์ ใจสั่น หวั่นเกรง แต่กลับเห็นพระองค์ทรงยิ้มแล้วโปรดว่า "เรามีทายาทสืบต่อแล้ว" ภายหลัง ต่อมาไม่นาน ต้ากูเฉียนเหยิน ก็ได้รับโปรดจาก ท่านธรรมปริณายก หูเต้าจั่ง  ยกระดับรับเลือกให้ไปกราบรับพระบาทซืนจุน (กงฉังจู่ซือ) ที่สถานธรรมศูนย์รวมในมหานครเทียนจิน ซือจุน มุ่งหวังให้ต้ากูเฉียนเหยิน จงเจริญรอยตามพระโพธิสัตว์กวนอิม ต้ากูเฉียนเหยินจึงขอ ซือจุน ได้โปรดเมตตา ประทานพละกำลังให้ศิษย์น้อย ไม่ว่าหมื่นพันมารทดสอบก็จะไม่ถดถอยตลอดไป แม้ไม่อาจสำเร็จธรรมก็จะสำเร็จโทษพลีชีพเพื่อธรรม (ปู้เฉิงกงเอี่ยเอี้ยวเฉิงเหยิน) เพื่อตอบแทนพระคุณซือจุนที่โปรดให้ความสำคัญแก่ศิษย์ผู้น้อยถึงเพียงนี้  ซือจุน โปรดว่า "ลุกขึ้นเถิด ฉันจะคอยเธอ ไม่ผิดแน่"

            สำรวมวาจาอาการสร้างฐานราก  (จิ่นเอี๋ยนเซิ่นสิงเผยเกินจี)  :  เนื่องจาก ซือจุน โปรดภาวนาหวังวอน ทำให้วันเวลาของการปฏิบัติบำเพ็ญหลังจากนั้นของ ต้ากูเฉียนเหยิน ไม่กล้าที่จะลืมเลือน กำลังใจที่ซือจุน โปรดเมตตาไว้ เมื่อถึงวันครบรอบที่ซือจุน บรรลุธรรมทุกครั้ง ต้ากูเฉียนเหยิน จะไม่ลืมแสดงความจริงใจต่อเบื้องพระแท่นบูชา ซือจุนว่า "ชีวิตนี้  ชาตินี้  ไม่ว่าจะเหนื่อยหนักสักเพียงไร จนแม้นจะหมดแรงล้มลง  เหนื่อยปางตาย  ก็จะแพร่ธรรมแทนฟ้า  จะแบ่งเบาภาระเหนื่อยยากกังวลแทน ซือจุน ซือหมู่ จะติดตาม เทียนมิ่ง ของ ซือจุน ซือหมู่ จะไม่เห็นแก่เสพสุขสบาย  จะไม่ผิดต่อความคาดหวังของพระองค์เป็นอันขาด" ภายหลังระหว่างสามสี่ปีนั้น ที่บ้านของ ต้ากูเฉียนเหยิน จัดตั้งพุทธสถานตำหนักพระ ท่านพยายามนำพาคนมารับธรรมะเต็มตำหนักพระในครัวเรือน ยังได้จัดชั้นศึกษาธรรมด้วย  ต้ากูเฉียนเหยินตั้งใจมาก ขอให้แม่ครัวที่บ้านทำอาหารของว่างต้อนรับเจี่ยงซือ กับนักเรียนที่มาชั้นศึกษาธรรม ดังนี้ หลายคนจึงอยากร่วมบุญช่วยซื้อธูป เติมน้ำมันพุทธประทีป  ต้ากูเฉียนเหยินว่า "อย่างนี้ไม่ได้ ๆ ตำหนักพระครัวเรือนของเราไม่รับเงินบริจาค จะบริจาคให้ไปที่ถงซิงถัง สถานธรรมส่วนรวม" เช่นนี้ นักเรียนยี่สิบกว่าคนทั้งหมด จึงเคารพนับถือใจซื่อมือสะอาด ด้วยขวัญวิญญาณอันสูงส่งของ ต้ากูเฉียนเหยิน ที่เป็นผู้ให้โดยไม่ยึดหมา่ย ไม่นานต่อมา ต้ากูเฉียนเหยิน ได้รับการยกระดับเป็นเจี่ยงซือ รับหน้้าที่งานของฟ้า เป็นปากเสียงแทนฟ้าอย่างแท้จริง เนื่องจากจะต้องอรรถาธรรมให้ใคร ๆ ปรับแปรแก้ไขนิสัยความเคยชินไม่ดีของตน พูดหลักธรรมความเป็นคนให้ใคร ๆฟังเสมอ ตนเองจึงต้องทำตัวเป็นแบบอย่าง ฉะนั้น ท่านเองจึงรักษาศีลวัตร สำรวมระวังเคร่งครัดปฏิบัติ ตรวจสอบพิจารณาตนทุกขณะ เพื่อมิให้พูดกับทำต่างกัน เป็นที่วิจารณ์ของใคร ช่วงเวลาฝังรากมั่นคงฝึกฝนบำเพ็ญอย่างปราณีตนี้ ได้วางฐานรากการปฏิบัติบำเพ็ญแน่นอนไว้

                          พรหมวิหารธรรม ตราบเท่าชีวิตเฉินเฉียนเหยินต้ากู  : 

                                       บุกเบิกแพร่ธรรม อุทิศตนฉุดช่วยชน

                                            (ไคฮวงฉั่นเต้า เส่อเซินตู้จ้ง)

        ตัดใจจากบุพการีข้ามสู่เกาะแก้ว  (เหยิ่นเปี๋ยซวงซินตู้เผิงไหล)
ปีหมินกั๋วที่วสามสิบหก (ค.ศ.1947) ต้ากูเฉียนเหยินอายุยี่สิบห้าปี เนื่องด้วยพระวจนะที่ซือจุนโปรดกับการอุ้มชูปลูกฝังจากท่านธรรมปริณายกหูเต้าจั่ง  ท่านเหล่าเฉียนเหยิน หันกง อวี่หลิน และอาวุโสทั้งหลาย ต้ากูเฉียนเหยินได้รับเลือกให้ออกมาบุกเบิกแพร่ธรรมที่ไต้หวัน เมื่อมารดารู้เข้า ด้วยความเป็นห่วงว่าบุตรีจะไปลำบากอยู่บ้านเมืองไกล จึงให้ความเห็นทันทีว่า "ตั้งแต่เล็กจนเติบใหญ่ ลูกไม่เคยจากบ้านไกล บัดนี้ จะไปที่เกาะเล็ก ๆ โพ้นทะเล ลูกจะอยู่อย่างไร จะบำเพ็ญธรรม บำเพ็ญอย่างไร ในบ้านพวกเราล้วนตามใจ จะกินเจก็กินเจ จะไม่แต่งงาน ก็ไม่แต่งงาน ที่บ้านก็มีฝอถัง อีกทั้งจัดชั้นศึกษาธรรม บำเพ็ญได้สบายใจอย่างยิ่งแล้ว ยังจะไปไต้หวันทำไมอีก แม่วางใจไม่ลงจริง ๆ ลูกก็อย่าไปเลย" เฟิ่งหมิงกงบิดากล่าวต่อมารดาว่า "บุตรีคนนี้ของเรามีมหาปณิธาน เป็นไปไม่ได้ที่จะอาศัยอยู่กับเราตลอดไป หากตอนนี้ไม่ให้โอกาสไปเคี่ยวกรำเสียบ้างวันข้างหน้า ก็จะทนความลำบากไม่ได้ ซึ่งจะกลับกลายเป็นให้ร้ายแก่ลูกไป ถึงเวลานั้น เราผู้เฒ่าทั้งสอง ยิ่งจะต้องวางใจไม่ลง" บิดากล่าวอีกว่า "ให้ลูกไปเถิด เป็นพ่อแม่เกรงแต่ลูกจะไม่เป็นโล้เป็นพาย นี่ลูกจะไปปรกโปรดเวไนยฯ เจริญตามพระโพธิสัตว์กวนอิม เรายินดีก็ยังจะไม่ทันด้วยซ้ำ อย่าได้ขัดขวางลูกอีกเลย" บิดาหันมากำชับลูกด้วยความเมตตาว่า "ออกนอกบ้าน ทุกอย่างต้องพึ่งพาจัดการตนเอง พูดจากระทำการต้องรอบคอบ ดังคำที่ว่า่ ใจให้ร้ายใครอย่าได้มี ใจระวังป้องกันอย่าได้ไม่มี จะต้องดูแลตนเองให้้ดี" ดังนั้นแล้ว การเดินทางสู่ไต้หวันครั้งแรกจึงราบรื่น ครึ่งปีให้หลัง ด้วยไม่อาจสื่อภาษากัน ธรรมกิจไม่อาจเบิกทาง ทำให้กังวลห่วงใย ท้อแท้  สภาพดินน้ำ  ความเป็นอยู่ ไม่เหมาะต่อกายธาตุ จึงตัดสินใจกลับไปเยี่ยมญาติ กลับไปรักษาตัวที่บ้านนครเทียนจิน ต้ากูเฉียนเหยินสะท้อนใจว่า "ผู้คนทั้งหลายที่ไต้หวัน ชะรอยฉันจะไม่มีบุญสัมพันธ์กับพวกท่านกระมัง" แต่ทว่า เรือล่องมาถึงกลางทะเล พลันก็ต้องปะทะกับคลื่นลมใหญ่ เรือโดยสารมีอันตรายอาจพลิกคว่ำได้ ขณะนั้นเอง ต้ากูเฉียนเหยิน สำนึกรู้ขึ้นมาได้ว่า คลื่นลมนี้คงจะเกิดขึ้นเพราะเราเป็นแน่ ท่านจึงได้อธิษฐานต่อฟ้าเบื้องบนว่า "เบื้องบนทรงโปรด หากคลื่นลมนี้เกิดโดยข้าพเจ้าเป็นต้นเหตุครั้งนี้ ข้าพเจ้าขอกลับบ้านไปเยี่ยมญาติ รักษาตัว เมื่อรักษาหายแล้วจะกลับมาอีกแน่นอน วอนขอเบื้องบนได้โปรดหยุดคลื่นลม ณ บัดนี้ด้วย" เป็นจริงตามนั้น ไม่นาน ลมเรียบ คลื่นสงบ ต้ากูเฉียนเหยินถวายสัญญาปณิธานเงียบ ๆ ว่าจะกลับมาฉุดช่วยมวลเวไนยฯที่ไต้หวันอีกต่อไป (รายละเอียดดูเล่ม "บัวพันกลีบ" ศุภนิมิต)

                   พรหมวิหารธรรม ตราบเท่าชีวิตเฉินเฉียนเหยินต้ากู  : 

                               กางใบเรือสืบสานสัมพันธ์งานธรรม

                                 (ไจ้หยังอวิ๋นฝันซวี่เต้าเอวี๋ยน)

        ปีต่อมา
ต้ากูเฉียนเหยินร่วมเข้าชั้นศึกษาขมากรรมสำนึก (ซั่นหุ่ยปัน) หลังการบรรลุธรรมของซือจุน พร้อมกับถวายปณิธานบำเพ็ญพรหมจรรย์ตลอดชีวิต (ชิงชิว) กับ ยืนหยัดต้านภัยช่วยโลก (ติ่งเจี๋ยจิ้วซื่อ) เดือนแปดปีเดียวกันนั้น ต้ากูเฉียนเหยิน ไม่ลืมมหาปณิธานช่วยโลก โบกมืออำลาบิดามารดาผู้เมตตา ติดตามท่านหันเต้าจั่ง มาบุกเบิกแพร่ธรรมที่ไต้หวัน ก่อนออกเดินทาง ยืนอยู่บนท่าเรือเดินทะเลต้ากูโซว่ ของนครเทียนจิน ท่านเฟิ่งหมิงกงเหมือนจะรู้อะไรบางอย่ง ท่านกล่วแก่บัตรีว่า "ไปครั้งนี้ ไม่ว่าจะประสบทุกข์ยากลำบากอย่างไร จะต้องจำไว้เจ้าคือลูกหลานสกุลเฉิน  แม้ไม่กล้าเรียกร้องให้เจ้าสร้างเกียรติคุณแก่บรรพบุรุษวงศ์ตระกูล แต่จะทำให้ป้ายชื่อสกุลเฉินต้องอัปยศจมลงไม่ได้ ถ้าไม่อาจบำเพ็ญเป็นโพธิสัตว์เซียนใหญ่ ก็จะต้องบำเพ็ญเป็นเซียนพรหมจารีกลับมา ทำการใด ๆ จะต้องมีต้นมีปลาย ในโลกไม่มีภูเขาไฟลูกใดที่มิอาจล่วงข้ามได้ เจ้าจะต้องจำคำนี้ไว้ให้ดีนะ" แล้วพลันน้ำตาก็เอ่อล้นจนพร่ามัว ได้แต่แข็งขันพยักหน้าซ้ำรับคำบิดา น้องชายหญิงก็อดไม่ได้ร้องไห้กอดกันกลม อาวรณ์อาลัยไม่อยากจากกัน ต่างสั่งความรักษาตนให้จงดี ปีหมินกั๋วที่วสมสิบแปด (ค.ศ. 1949) รัฐบาลจีนคณะชาติที่แผ่นดินใหญ่ย้ามมาไต้หวัน (ทิ้งแผ่นดินใหญ่ให้คอมมิวนิสต์) จากนั้น แผ่นดินสองฝั่งก็ตัดขาดจากกัน  มีบ้านก็กลับไปไม่ได้ ค่าใช้จ่ายที่อาศัยส่งมาดำรงชีพก็ถูกตัดขาดไปด้วย บวกกับไต้หวันปรับแปรค่าของเงิน เงินไต้หวันอัตราเก่าสี่หมื่นเหรียญลดค่าลงเหลือหนึ่งหมื่นเหรียญ เงินทองที่นำติดตัวมาจากแผ่นดินใหญ่ ไม่ต่างจากเศษกระดาษ ชีวิตตกอยู่ในความลำบากทันที ดังนั้น ท่านหันเต้าจั่งเหล่าเฉียนเหยิน แบกรับภาระเลี้ยงดูทุกคนทันที ด้วยการเปิดร้านขายของเบ็ดเตล็ด หลังร้านนวดเส้นหมี่ ทำเต้าเจี้ยวพริกออกขายเพื่อดำรงชีพยี่สิบกว่าคน  ช่วงเวลานี้ ต้ากูเฉียนเหยินตื่นก่อนฟ้าสางทุกวัน เริ่มต้นโม่ถั่ว ท่านกัดฟันอดทนผลักดันโม่หินที่หนักอึ้ง จากนั้นก็ต้าน้ำเต้าหู้ ทำเต้าหู้ก้อน เตรียมข้าวของที่จะเปิดร้านขาย กลางวัน จะต้องต้อนรับญาติธรรม ไปทำพิธีถ่ายทอดธรรมะ บรรยายธรรมตามที่ต่าง ๆ  กลางคืน ใช้ไฟดวงเล็ก ๆ ด้วยความประหยัด เอาเศษผ้ามาเย็บเป็นรองเท้าเด็กไปฝากขายที่้ร้านค้าในตลาด หาเงินเล็ก ๆ น้อย ๆ มาช่วยกัน ชีวิตสมถะและเหนื่อยยากมาก พออยู่ไปได้เท่านั้น เมื่อความเป็นอยู่คงตัวแล้ว  หันเต้าจั่งส่งเสริมให้ทุกคนออกไปฉุดช่วยนำพาคนมารับธรรมะ เพื่อการนี้  ต้ากูเฉียนเหยินจะซื้อผักกับเจ้าประจำ แต่ด้วยภาษาสื่อกันไม่ได้ ต้ากูเฉียนเหยินจึงหิ้วตะกร้าผักเดินยิ้มเรื่อยไปในตลาด  ต่อมา มีพยาบาลผดุงครรภ์คนหนึ่งมารับธรรมะตามความเข้าใจที่ ต้ากูเฉียนเหยินทำมือบุ้ยใบ้ จากนั้นก็ติดตามไปส่งเสริม บางครั้ง งานผดุงครรภ์เหนือยหนัก พยาบาลญาติธรรมผู้นั้นก็แสดงอาการเบื่อหน่ายที่ต้ากูเฉียนเหยินมาเยี่ยมบ่อย และพูดกันไม่รู้เรื่อง แต่ต้ากูเฉียนเหยินก็ยังคงอดทนทุ่มเทใจส่งเสริม ทุกครั้งที่ต้ากูเฉียนเหยินคิดถึงบ้านที่กลับไปไม่ได้ มีบิดามารดาที่ไม่อาจพบหน้า ธรรมกิจก็ไม่อาจแพร่ขยาย ก็จะโศกเศร้าเสียใจ ภายหลัง ในช่วงเวลาที่หันเต้าจั่งท่านตรากตรำจนล้มป่วยนั้น ก็ยิ่งพะว้าพะวัง ข้างนอกก็มีแรงกดดันจากทางการ ตำรวจจะจับทำให้รู้สึกหมดหนทาง ต้องร้องไห้ทุกวัน ครั้งหนึ่ง เซียนพุทธะประทับลงปลอบโยนท่านว่า "อย่าเสียใจไปเลย นี่เป็นเพียงขั้นตอนหนึ่งที่จะต้องก้าวข้าม เจ้าร้องไห้ทุกวันอย่างนี้ สะเทือนถึงเซียนน้อยใหญ่มากมายต้องลงมาเกิดที่ไต้หวันนี่ อีกยี่สิบปีให้หลัง เธอก็จะรู้ได้ อาณาจักรธรรมของเจ้า ก็จะมีภาพลักษณ์บรรยายกาศที่ต่างกัน" ต้ากูเฉียนเหยินคิดในใจ นี่คือคำปปลอบโยนที่เซียนพุทธะโปรดเมตตากระมัง จะง่ายอะไรปานนั้น โพธิสัตว์ เซียนน้อยใหญ่ ลงมาเกิดในไต้หวัน หลังจากนี้จะช่วยเราแพร่ธรรมได้ ว่าแต่ตอนนี้ ยังไม่มีทางบุกเบิกแพร่ธรรมได้เลย ไหนเลยจะกล้าคิดถึงอีกยี่สิบปีข้างหน้า